ส.อ.ท.ชี้ปัจจัยเศรษฐกิจฟื้นตัวช้าส่งผลกำลังซื้อของผู้บริโภคยังคงอ่อนแอ ฉุดดัชนีเชื่อมั่นอุตฯลดลงเป็นเดือนที่ 4 แนะรัฐเร่ง e-refund เริ่มใช้ ช่วงธ.ค.66 กระตุ้นใช้จ่ายของประชาชน
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือนตุลาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 88.4 ปรับตัวลดลง จาก 90.0 ในเดือนกันยายนซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และต่ำสุดในรอบ 16 เดือนนับตั้งแต่เดือนกรกฏาคม 2566 โดยเป็นการปรับลดลงของเกือบทุกองค์ประกอบอาทิ ยอดขาย ปริมาณการผลิต ผลประกอบการและดัชนีคำสั่งซื้อรวม ยกเว้นความเชื่อมั่นด้านต้นทุนที่ปรับดีขึ้นเนื่องจากรัฐออกมาตรการลดค่าไฟฟ้าและน้ำมัน
“ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนต.ค.ลดลงมาจากปัจจัยลบเศรษฐกิจประเทศที่ยังคงฟื้นตัวช้า เพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคอ่อนแอ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุตสาหกรรมชะลอตัว ขณะที่การปรับราคาสินค้ายังทำได้จำกัดและมีการแข่งขันสูงด้านราคา นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในทิศทางขาขึ้นทำให้ภาระหนี้สูงขึ้น ขณะเดียวกันค่าเงินบาทที่อ่อนค่าทำให้ต้นทุนนำเข้าสินค้าและวัตถุดิบเพิ่มขึ้น แต่ยังมีปัจจัยบวกจากอุปสงค์จากต่างประเทศที่ทยอยฟื้นตัวสะท้อนคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอาทิ สหภาพยุโรป ยี่ปุ่นตะวันออกกลาง รวมถึงอานิสงส์มาตรการ วีซ่าฟรีที่สนับสนุนการท่องเที่ยวฟื้นตัวเพิ่มขึ้น”นายเกรียงไกรกล่าว
สำหรับดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ระดับ 94.4 ปรับตัวลดลงจาก 97.30 ในเดือนกันยายนโดยมีความกังวลต่อความไม่แน่นอนเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลก รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่างๆ โดยเฉพาะการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสหากยืดเยื้อและขยายวงกว้างอาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและความผันผวนของราคาพลังงาน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการยังกังวลต่อการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น เป็นต้น
ทั้งนี้ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ 1.เร่งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2566 อาทิ นำโครงการ e-refund มาดำเนินการในช่วงธ.ค.66 เพื่อส่งเสริมการใช้จ่ายของประชาชน
2.เร่งรัดการกำหนดมาตรการในการพักหนี้ให้กับผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(เอสเอ็มอี) เป็นเวลา 1 ปีตามมติครม.เมื่อ 26 ก.ย. 66 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เป็นหนี้เสียจากโควิด-19 หรือลูกหนี้รหัส 21
3.ขอให้การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นไปตามกลไกของคณะกรรมการค่าจ้างหรือ ไตรภาคีพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่
นายเกรียงไกร กล่าวถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทยที่สูงถึง 90.6% ของจีดีพี อยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขในการปรับโครงสร้างหนี้ สิ่งที่ห่วงคือหนี้นอกระบบที่มีสูงถึง 19.6% โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยที่แพงมาก ซึ่งล่าสุดได้รับการร้องเรียนจากโรงงานหลายแห่งที่พบว่าช่วงพักเที่ยงและเลิกงานตอนเย็นจะมีกลุ่มชายฉกรรจ์มาเก็บอัตราดอกเบี้ย ที่สะท้อนไปยังกำลังแรงซื้อของประชาชนที่ตกต่ำ อยากให้ภาครัฐหามาตรการมาแก้หนี้นอกระบบด้วย
ด้านนายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธานส.อ.ท. กล่าวว่า เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ยังคงประสบปัญหาการเข้าไม่ถึงแหล่งทุนจากความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อจากสถาบันการเงินเพราะสภาพศก.ที่เปราะบางและความไม่แน่นอน การปล่อยกู้จึงเป็นเรื่องยาก ขณะเดียวกันเทคโนโลยีเองก็ต้องปรับปรุงเมื่อไม่มีเข้ามาช่วยทำให้ต้องพึ่งพาแรงงานท่ามกลางที่ค่าจ้างขั้นต่ำที่จะปรับขึ้น