LHMH รับสัญญาณบวกอุตฯเที่ยวฟื้นดันธุรกิจโรงแรมปี66 โตเท่าตัว 4,800 ล้านบาท สร้างแลนด์มาร์คใหม่ ‘แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ โรงแรมหรูรับไฮซีซั่นปลายปี วางแผน 2567-2570 ทำมิกซ์ยูส-เปิดโรงแรมใหม่
สุวรรณา พุทธประสาท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด หรือ LHMH ผู้บริหารธุรกิจโรงแรมรายใหญ่ กล่าวถึงทิศทางธุรกิจในภาพรวมบริษัทฯ ยังมีมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรม ซึ่งดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี 2566 แม้ว่ายังมีปัจจัยท้าทายอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ผ่านมา แต่ยังเชื่อว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season)
สะท้อนภาพรวมผลประกอบการของบริษัทฯ มีทิศทางดีขึ้น จากปัจจัยการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการเดินทางทั่วโลก ส่งผลยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรวมถึงโรงแรมของประเทศไทยฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยเป็นจำนวนมากตามคาดการณ์จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดย LHMH ได้วางแผนรองรับแนวโน้มดังกล่าว ทั้งด้านกลยุทธ์การตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ งานบริการต่างๆ ควบคู่กัน
สำหรับโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ บริษัทฯ มุ่งให้ความสำคัญด้านการให้บริการให้กับผู้เข้าพักที่มีแตกต่างไปจากคู่แข่ง โดยศึกษาความต้องการเชิงลึกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก
“ช่วงแพร่ระบาดโรคโควิด-19 นักท่องเที่ยวเว้นจากการเดินทางท่องเที่ยวนาน กลุ่ม LHMH ได้พัฒนาบริการ สถานที่ ห้องพัก และเพิ่มเติมสิ่งอำนวยความสะดวก ให้ตอบโจทย์นักเดินทางที่กำลังมองหาประสบการณ์สำหรับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ในจุดหมายปลายทางด้วยทำเลโดดเด่นของโรงแรมทุกสาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และพัทยา” สุวรรณา กล่าว
ปัจจุบัน โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ภายใต้การบริหารงานของกลุ่ม LHMH เปิดให้บริการทั้งสิ้น 6 สาขาในปัจจุบัน ได้แก่ โรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เพลินจิต, โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ, โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21, โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55, โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา และโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา ซึ่งเพิ่งเปิดตัวเมื่อไตรมาส 3 ในปี 2565 และมีผลตอบรับที่ดีเกินคาด มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยกว่า 90% ภายในเวลาอันรวดเร็ว
ล่าสุด ในปี2566 บริษัทฯ ได้พัฒนาโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ (Grande Centre Point Surawong Bangkok) ซึ่งเป็นกลุ่มโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สาขาที่ 7 วางตำแหน่งเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว และเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางย่านสุรวงศ์ ด้วยจุดเด่นอีกหนึ่งทำเลศักยภาพสำคัญกรุงเทพฯ และเป็นหนึ่งในโรงแรม Tier Timeless Collection
ด้วยจุดเด่นด้านการตกแต่งการออกแบบในทุกพื้นที่ของโรงแรม รองรับกลุ่มเป้าหมายหลัก นักเดินทาง นักท่องเที่ยวในกลุ่มลูกค้าฐานยุโรปและเอเชีย รวมถึงกลุ่มคนไทยที่เข้ามาใช้บริการอื่นๆ ของโรงแรม อาทิ ห้องประชุมสัมมนา ห้องจัดเลี้ยง หรือห้องอาหาร
พร้อมวางกลยุทธ์ การทำตลาดด้วยการสร้างจุดขายใหม่ให้การเข้าพักคุ้มค่า สะดวกสบาย ทั้งการพัฒนาระบบสำรองห้องพัก ที่รองรับการจ่ายเงินทุกรูปแบบ ด้านเทคโนโลยีในห้องพัก เช่น การเปลี่ยนโทรทัศน์ เป็น Smart TV ทั้งหมด การเพิ่มสัญญาณ WiFi การเพิ่มความสะดวกสบายในห้องพัก ด้านปรับปรุงเตียงเพื่อให้นอนหลับได้สบาย ฯลฯ
โดยโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพฯ ให้บริการห้องพักจำนวน 399 ห้อง เริ่มตั้งแต่ห้องดีลักซ์ (Deluxe) ขนาดเริ่มต้น 44 ตร.ม. ได้ทิวทัศน์เมืองทุกห้องพัก ห้องประชุมขนาดเริ่มต้น 53 ถึง 262 ตร.ม. ห้องอาหารจีน ฮั้ว ห้องอาหารรูฟทอป บางรักกริลล์ สระว่ายน้ำ ฟิตเนส และเกมส์รูม
พร้อม เปิดให้บริการเต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ เพื่อเตรียมต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงปลายปีนี้
สุวรรณา กล่าวว่าในปี 2566 นี้ กลุ่มแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ มีผลประกอบการรวมตั้งแต่ 1 มกราคม จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2566 มีรายได้รวมประมาณ 3,955 ล้านบาท และประมาณการว่าปี 2566 จะสามารถทำรายได้รวมทั้งปีประมาณ 4,800 ล้านบาท ส่งผลให้รายได้รวมของเครือเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมประมาณ 2,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ มาจากภาพรวมของแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ทั้ง 4 สาขา ในกรุงเทพมหานคร มีการเติบโตของรายได้รวมสูงถึงประมาณ 85% และสาขาที่พัทยา 2 แห่ง เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ส่วนการเติบโตโดยรวมของกลุ่มบริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล มีรายได้รวมสูงขึ้น 110% จากปีก่อน ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประมาณการที่คาดหวังไว้ เป็นการเติบโตทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญต่อเนื่อง ตั้งแต่เปิดประเทศในช่วงไตรมาสที่ 3 ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน และรายได้กลับมาสูงกว่าปี 2562 ซึ่งเป็นช่วงก่อนการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยรายได้เฉลี่ยห้องพักต่อห้องเพิ่มขึ้นกว่า 20% และอัตราการเข้าพักที่ประมาณ 90% ในทุกสาขา
ด้าน กิตติ วรบรรพต กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล จำกัด กล่าวว่า ในปีนี้ถือว่ามีผลตอบรับที่ดีมาก มีผลการดำเนินงานที่ดี ทุกสาขาได้รับการตอบรับทั้งจากชาวไทยและต่างชาติเป็นอย่างดี โดยผลการดำเนินงานของโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2566 มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 90% ทุกสาขา และค่าห้องพักเฉลี่ยสูงกว่าในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2562 แล้วกว่า 20% โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวหรือเทศกาลซึ่งมียอดจองเข้ามาถึงสิ้นปี ซึ่งเราคาดหวังว่าจะมีตัวเลขที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะโครงการล่าสุด แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา Themed Hotel แห่งแรกในไทย ซึ่งเป็นพอร์ต โฟลิโอ ที่เปิดดำเนินงานและทำรายได้โดยรวมในช่วงระยะเวลา 10 เดือนแรกของปี รวมกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งประมาณการว่าสิ้นปี 2566 โครงการแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา จะมีรายได้รวมทั้งปีทั้งสิ้นประมาณ 1,300 ล้านบาท
ทั้งนี้ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา เป็นแบรนด์ Limited Collection ของกลุ่ม นับเป็นการขยายรูปแบบการให้บริการที่พักให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคที่เน้นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ โดยได้เปิดดำเนินการและประสบความสำเร็จอย่างมากมายในปีที่ผ่านมา
สามารถทำรายได้ตลอด 1 ปี Yield of Investment สูงถึง 20% การเปิดตัวแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา ในช่วงปีที่ผ่านมา สะท้อนถึงความสำคัญของการปรับปรุงพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์ที่บริหารภายใต้กลุ่มแอล เอช มอลล์ แอนด์ โฮเทล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการขยายธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาได้ทยอยปรับปรุงทุกสาขาอย่างพิถีพิถัน เพื่อมอบความสะดวกสบาย ประสบการณ์ และความคุ้มค่าให้กับผู้เข้าพัก
แผน3 ปี เปิดใหม่มิกซ์ยูส-โรงแรม
กิตติ กล่าวว่าในปี 2567 บริษัทคาดการณ์เติบโต มาจากโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างใน 3 ทำเลที่ดีที่สุดเป็นโรงแรมระดับลักซูรี ซึ่งเป็นก้าวใหม่ในการขยายธุรกิจของกลุ่ม
- ในไตรมาสแรกของปี 2568 จะเปิดโครงการมิกซ์ยูส (Mixed use) สูง 50 ชั้น ริมถนนพระราม 4 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้าลุมพินี 200 เมตร เปิดให้บริการอาคารสำนักงานและโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ลุมพินี กรุงเทพฯ ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 512 ห้อง ห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ ฟิตเนส สระว่ายน้ำกลางแจ้ง คาเฟ่ สปา ออนเซน ห้องอาหาร และห้องอาหารรูฟทอป ซึ่งจะเป็นโรงแรมใน Tier Prestige Collection
- ในไตรมาสแรกของปี 2569 จะเปิดโรงแรม แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สาขาใหม่ที่ราชดำริ ซึ่งเป็นแฟลกชิปของกลุ่มที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองย่านราชประสงค์ ติดถนนราชดำริ ซึ่งเป็นที่ดินอาคารเพนนินซูล่าเดิม ประกอบด้วยห้องพักจำนวน 509 ห้อง ห้องประชุมสัมมนาขนาดใหญ่ ฟิตเนส สระว่ายน้ำกลางแจ้ง สปา ออนเซน ห้องอาหาร และห้องอาหารรูฟทอป
- ในปี 2570 จะเปิดโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สาขาที่ 3 ในพัทยา ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่ง Themed Hotel ของแบรนด์ใน Tier Limited Collection ให้บริการห้องพักจำนวน 494 ห้อง ในธีมล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งจะเป็นโปรเจกต์ แกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ แห่งที่ 10 ของกลุ่ม LHMH
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ทำสัญญาเช่าอสังหาริมทรัพย์และสัญญาขายสังหาริมทรัพย์ของโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา และโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา ให้แก่ทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล (LHHOTEL) เป็นระยะเวลาประมาณ 25 ปี และ 29 ปี ตามลำดับ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
โดยสัญญาดังกล่าว ได้มีผลบังคับใช้ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2566 จากการเพิ่มทุนเพิ่มเติมและการกู้ยืมเงินของกองทรัสต์ LHHOTEL มูลค่ารวมประมาณ รวม 9,400 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดยหน่วยทรัสต์เพิ่มทุนของ LHHOTEL ได้เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมานี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องจากขนาดกองทรัสต์ที่ใหญ่ขึ้นรองรับผู้ที่สนใจเข้าลงทุนใน LHHOTEL
สำหรับทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล (LHHOTEL) เป็นกองทรัสต์โรงแรมที่มีมูลค่าทรัพย์สินและมูลค่าตามราคาตลาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย หลังเข้าลงทุนเพิ่มเติมในโรงแรมที่พัทยาอีก 2 แห่ง ส่งผลให้มีทรัพย์สินในพอร์ตโฟลิโอรวม 5 แห่ง ได้แก่
โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21, โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ, โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สุขุมวิท 55, โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ สเปซ พัทยา และโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ พัทยา มีห้องพักรวมทั้งสิ้น 2,287 ห้อง
ขณะที่ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ โรงแรมทั้ง 5 แห่ง มีอัตราเข้าพักเฉลี่ยสูงประมาณ 90% และปัจจุบันยังคงมีลูกค้าคนไทยและต่างชาติจองห้องพักล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายหลังลงทุนเพิ่มเติม LHHOTEL จะมีมูลค่าสินทรัพย์รวมเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็นกว่า 20,000 ล้านบาท และมีอายุสิทธิการเช่าคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 22 ปีเศษ จากเดิมประมาณ 18 ปีเศษ
รวมถึงมีการกระจายการลงทุนที่ดีขึ้น โดยมีสัดส่วนทรัพย์สินในกรุงเทพฯ 55% และพัทยา 45% นอกจากนี้ บริษัทฯ ในฐานะ Sponsor ของกองทรัสต์ยังมี Pipeline ในการพัฒนาทรัพย์สินใหม่ ๆ ที่เป็นโอกาสให้กับ LHHOTEL ในการสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องต่อไปในอนาคต โดยขึ้นกับความพร้อมของทรัพย์สินและสภาวะตลาดการลงทุนต่อไป”