ยานยนต์ปีนี้เดินตามเป้ายอดผลิตแตะ 1.85 ล้านคันขานรับแพจเกจ EV 3.5

ยานยนต์ปีนี้เดินตามเป้ายอดผลิตแตะ 1.85 ล้านคันขานรับแพจเกจ EV 3.5
ส.อ.ท.ลุ้นส่งออกแตะ 1.1 ล้านคันเกินเป้า ขณะที่ยอดขายในประเทศลด 7.71% เหตุลิสซิ่งเข้มงวดกลุ่มรถกระบะ ด้านค่ายรถขานรับมาตรการEV3.5 เรียกเชื่อมั่นหนุนไทยฮับภูมิภาค

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การผลิตรถยนต์รวมทุกประเภทเดือนพ.ย.66 อยู่ที่ 163,337 คันลดลง 14.10% เทียบเดือนพ.ย.65 เนื่องจากฐานปีที่แล้วสูง ขณะที่การได้รับเซมิคอนดักเตอร์(ชิป)เพิ่มขึ้น ส่งผล 11 เดือนแรก(ม.ค.-พ.ย.66)อยู่ที่1,708,042 คันลดลง 0.98% โดยทั้งปี 2566 คาดว่าการผลิตจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ระดับ 1.85 ล้านคัน โดยมาจากการส่งออกที่คาดว่าทั้งปีอาจจะอยู่ที่ 1.1 ล้านคัน เกินเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะอยู่ที่  1.05 ล้านคัน

ด้านการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปเดือนพ.ย. 66อยู่ที่ 99,609 คันเพิ่มขึ้นจากพ.ย.65 คิดเป็น13.22%  จากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังดีทำให้ส่งออก 11 เดือนแรกอยู่ที่ 1,027,234 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 15.59%   โดยมีมูลค่าการส่งออกกลุ่มรถยนต์ 11 เดือนทั้งสิ้น 888,455.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน   10.25% และเมื่อรวมกับการส่งออกรถจักรยานยนต์มีมูลค่า955,796.49 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.94%

ขณะที่ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนพ.ย. 66 มีทั้งสิ้น 61,621 คัน ลดลงจากพ.ย. 65 คิดเป็น  9.76 %เพราะยอดขายรถกระบะลดลงถึง 38.8%  จากการเข้มงวดในการอนุมัติสินเชื่อเพราะหนี้ครัวเรือนสูง ส่งผลให้ 11 เดือนยอดขายอยู่ที่ 707,454 คันลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.71%

อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามยอดขายในเดือนธ.ค.ซึ่งมียอดจองรถยนต์ในงานมหกรรมยานยนต์(Motor Expo 2023)ที่ผ่านมาจำนวนมากพอสมควรว่าจะทำให้เป้าหมายการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจะเป็นไปตามเป้าที่ 800,000 คันหรือไม่

 “คงต้องรอสรุปตัวเลขธ.ค.อีกครั้งจึงจะเห็นภาพที่ชัดขึ้น ซึ่งหากประเมินเบื้องต้นตามเศรษฐกิจไทยปี2567 คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 3-3.5%  ยอดขายรถยนต์น่าจะเติบโตในอัตราเดียวกัน โดยสัดส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า(อีวี)ยังจะมีเพิ่มขึ้นต่อเนื่องซึ่ง 11 เดือนแรกปีนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าไม่เกิน 7 ที่นั่งจดทะเบียนใหม่ 66,562 คันเพิ่มขึ้น 698.01% จากปีก่อนและจำนวนอีวีสะสม ณ 30 พ.ย.66 เทียบกับพ.ย.65 เพิ่มขึ้นทุกประเภทเช่น รถยนต์นั่งไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่(BEV)เพิ่มขึ้น 547.98% แบบผสม(HEV)เพิ่มขึ้น 33.37% แบบเสียบปลั๊ก(PHEV)เพิ่มขึ้น 28.07% ฯลฯ” นายสุรพงษ์กล่าว

สำหรับมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ได้ออกมาตรการ EV3.5 ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและนักลงทุนขานรับทำให้เกิดความเชื่อมั่นและกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและที่เกี่ยวเนื่องเพิ่มขึ้นจากที่อยู่ระหว่างการตัดสินใจคาดว่าจะเห็นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทยสำหรับรอบนี้ประมาณช่วงปี 2568-2570 เป็นต้นไปซึ่งจะผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค(ฮับ)ทั้งการผลิต ICE และ อีวี 

 นายสุรพงษ์  กล่าวว่า มาตรการนี้จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทั้งผู้ลงทุนและผู้ใช้ หลังจากนี้จะเห็นการลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามแผนการลงทุนของแต่ละบริษัท ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์หรือกลุ่มที่ทำสถานีชาร์จรถไฟฟ้า  อีกทั้งมาตรการนี้จะทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้ามีราคาที่ลดลงไปได้อีก เพราะรัฐสนับสนุนอยู่ไม่เกิน 100,000 บาท/คัน ก็จะทำให้ดีมานด์รถไฟฟ้าในไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามแม้ว่าหนี้ครัวเรือนจะเป็นปัจจัยหลักต่อการจับจ่ายใช้สอย และสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ แต่เชื่อว่ากลุ่มรถไฟฟ้าจะไปต่อได้ เทียบกับกลุ่มรถกระบะเพราะกลุ่มซื้อรถไฟฟ้ามีกำลังซื้อมากกว่า

TAGS: #มาตรการEV3.5 #ยานยนต์ไฟฟ้า #ส่งออกรถยนต์