พฤกษา ปรับแผนลดการเปิดตัวเหลือ 11 โครงการ ลงทุน 1.9 หมื่นล้านบาท มุ่งอสังหาฯ-ธุรกิจโรงพยาบาล หนีเสี่ยงบ้านราคาต่ำ 3 ล้านทรุด หลังสินเชื่อแบงก์ปฏิเสธพุ่ง
อุเทน โลหชิตพิทักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH เปิดเผยว่า สถานการณ์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยมูลค่า 3.8-3.9 แสนล้านบาท ยังติดหล่มพิษเศรษฐกิจ กำลังซื้อกลุ่มล่างเปราะบาง ส่งผลยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านใหม่สูงขึ้น
ในปี 2566 ที่ผ่านมา PSH ทำรายได้รวม 26,132 ล้านบาท ลดลง 8.8% (yoy) และเฉพาะไตรมาส 4 มีรายได้รวม 6,232 ล้านบาท ลดลง 40.3% ส่วนกำไรสุทธิ ปี 2566 อยู่ที่ 2,339 ล้านบาท ลดลง 17.5% (yoy) ส่วนไตรมาส 4 ปี 2566 อยู่ที่ 123 ล้านบาท ลดลง 89.5%
โดยในปีนี้ บริษัทฯ ได้ปรับแผนการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ พร้อมลดการเปิดตัวเหลือ 11 โครงการ มูลค่า 14,200 ล้านบาท จากเป้าเดิมเปิดตัวใหม่รวม 22 โครงการ มูลค่ามากกว่า 19,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ เพื่อรับมือจากทิศทางตลาดอสังหากลุ่มระดับล่างที่ไม่เติบโต โดยเลื่อนเปิดตัวทาวน์เฮ้าส์ 8 โครงการในปีก่อนหน้า มาเปิดปี 2567 แทน ซึ่งอยู่ในทำเลศักยภาพสูงพร้อมเปลี่ยนโปรดักส์ใหม่ เน้นราคา 3-5 ล้านบาทแทน จากเดิมเป็นกลุ่มต่ำกว่า 3 ล้านบาท
สำหรับปี 2567 เบื้องต้นบริษัทฯ วางงบลงทุนรวม 19,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
1.งบซื้อที่ดิน 10,500 ล้านบาท รวม 32 โครงการ
2.ขยายธุรกิจโรงพยาบาล 3,500 ล้านบาท เป็น รพ. เฉพาะทาง ที่สุขุมวิท และขยายเตียงที่โรงพยาบาลวิมุตเป็น 150 เตียง พร้อมเติบโตสู่เป้า 2,300 ล้านบาทในปี 2567
3.ลงทุนในกองทุน CapitalLand Wellness Fund (C-Well) 5,000 ล้านบาท
สำหรับเป้าหมายปี 2567 ตั้งเป้ารายได้รวมของกลุ่ม 28,000 ล้านบาท ยอดโอนกรรมสิทธิ์ 25,500 ล้านบาท และยอดเปิดตัวโครงการใหม่ 29,000 ล้านบาท พร้อมกับขยายสัดส่วนรายได้ประจำขึ้นเป็น 25% ในปี 2572 จากปัจจุบันอยู่ที่ 9%
สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นพอร์ตฯ รายได้หลักของพฤกษา ตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดโอนที่ 25,500 ล้านบาท
โดยวางแผนเปิดโครงการใหม่ 30 โครงการ รวมมูลค่าทั้งหมดราว 29,000 ล้านบาท แบ่งเป็น
- โครงการบ้านเดี่ยว 10 โครงการ
- ทาวน์เฮาส์ 17 โครงการ
- คอนโดมิเนียม 3 โครงการ
โดยมีที่อยู่อาศัยพร้อมอยู่ ที่จะแปลงเป็นรายได้ รวมมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท และมียอดแบคลอค 4,500 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ วางแผนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้พอร์ตโฟลิโอ (Portfolio) ด้วยการเพิ่มสินค้าสำหรับกลุ่มลูกค้าในเซ็กเม้นต์ระดับกลาง - สูง
พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มของแบรนด์ The Palm สู่ราคามากกว่า 30 ล้านบาท ที่นำความร่วมมือ (Synergy) จากธุรกิจเฮลท์แคร์ในเครือเข้ามาผสานใช้ ให้เป็นภาพใหญ่ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งเพิ่มสัดส่วนในสินค้าในกลุ่มเซกเมนต์กลาง-บน ให้สูงขึ้นมากกว่า 50% จากเดิมมีสัดส่วนสินค้ากลุ่มราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ราว 70% และปรับลดสินค้ากลุ่มต่ำกว่า 3 ล้านบาท ให้เหลือราว 40% เพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันมากขึ้น”
โดยควบคู่กับการมุ่งบริหารสินทรัพย์ที่มีในมือ โดยในปี 2567 ตั้งเป้าในการ Re-Stock Landbank ด้วยงบ 10,500 ล้านบาท เพื่อมาต่อยอดการขยาย มุ่งพัฒนาที่อยู่อาศัย เพื่อจะคงสัดส่วนการพัฒนาตามกลุ่มลูกค้าราคาบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาทให้ไม่เกิน 40% และมากกว่า 7 ล้านบาทให้มากกว่า 30%
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ร่วมทุนกับกลุ่มออริจิ้น ทำโรงแรมเวลเนส ย่านสุขุมวิท 18 เป็นหนึ่งใน 3 โปรเจ็กต์ร่วมทุนใหญ่
ส่วนธุรกิจ รพ. ตั้งเป้ารายได้ 2,300 ล้านบาท โดยเน้นได้ขยายบริการไปยังกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
และมีแผนการรีแบรนด์โรงพยาบาลเทพธารินทร์ ให้เป็น “โรงพยาบาลวิมุต เทพธารินทร์” พร้อมเปิดตัวในช่วงเดือนเมษายนนี้
นอกจากนี้จากความร่วมมือกับ เค.พี.เอ็น ซีเนียร์ ฮอสปิตัล กรุ๊ป ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและเป็นโซลูชั่นในการดูแลผู้สูงอายุครบทุกมิติเพื่อขยายการรองรับสู่สังคมอายุยืน เข้าบริหารเนอร์สซิงโฮมของกลุ่มวิมุตในย่านบางนา แบริ่ง และวัชรพล ซึ่งมีจำนวนรวม 240 เตียง
พร้อมโอกาสในการบริหารเนิร์สซิงโฮมอีก 5 แห่ง โดยตั้งเป้าขยายจำนวนเตียงที่ให้บริการรวม 600 เตียง ภายใน 3 ปี พร้อมทั้งยังคงดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลวิมุต แห่งใหม่ บริเวณถนนสุขุมวิทและย่านฝั่งธนฯ อย่างต่อเนื่อง