กลุ่มแอร์เอเชีย เพิ่มเครื่องบินแอร์บัส A321neo ใหม่ 4 ลำ เสริมความแข็งแกร่งฝูงบินเป็น 221 ลำ กลยุทธ์พาสายการ พร้อมขยายเพิ่มเป็น 300 ลำใน อีก 5 ปีหน้ารับเที่ยวบิน Fly-thru เติบโต
โบ ลินกัม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มแอร์เอเชียเอวิเอชั่น กล่าวว่า ในปี 2567 ถือเป็นปีที่สำคัญสำหรับการเติบโตของ แอร์เอเชีย โดยได้เริ่มกลับมารับมอบเครื่องบิน Airbus A321neo ใหม่ล่าสุดจำนวน 4 ลำ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญในเส้นทางการเติบโต และ ในฐานะเครื่องบินที่มีลำตัวยาวที่สุดในฝูงบินลำตัวแคบของตระกูล Airbus A320
ทั้งนี้ จากเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยและประสิทธิภาพการประหยัดเชื้อเพลิงของ A321neo ยังสอดคล้องกับเป้าหมายของแอร์เอเชียในการลดต้นทุนการดำเนินงาน แต่ยังรักษาคุณภาพบริการและประสบการณ์การเดินทางสำหรับผู้โดยสาร ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ช่วยให้แอร์เอเชียยังสามารถขยายเส้นทางบิน นำเสนอบริการเที่ยวบินระยะไกล และปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงาน สอดคล้องกับการคาดการณ์ความต้องการเดินทางขยายตัว และด้วยความเอนกประสงค์ของเครื่องบินนี้ทำให้สามารถลงจอดที่สนามบินขนาดเล็ก ให้บริการเมืองรอง และขยายการดำเนินงานด้วยต้นทุนที่ประหยัดขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับเครื่องบินลำตัวกว้าง
"หลังรับมอบเครื่องบิน A321neo ทั้ง 4 ลำแล้ว พร้อมให้บริการทันทีใน 2 สายการบินในกลุ่มแอร์เอเชียที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในเส้นทางบินระยะสั้นถึงกลาง เช่น กูชิง ตาวา เซินเจิ้น คุนหมิง ภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ และอื่นๆ" ลินกัม กล่าว
นอกจากนี้ แอร์เอเชีย ยังได้ร่วมงานกับ AerCap บริษัทผู้ให้เช่าอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีพอร์ตการลงทุนที่กว้างขวางและเครือข่ายระดับโลก ซึ่งยังตอกย้ำความมั่นใจของอุตสาหกรรมตามทิศทางการเติบโตของแอร์เอเชียด้วย Airbus จะมีบทบาทสำคัญในการวางแผนการขยายตัวของธุรกิจในช่วง 5 ปีข้างหน้า
“เครื่องบินใหม่นี้ เป็นตัวช่วยสำคัญสำหรับบริการต่อเที่ยวบิน (Fly-thru) ของเราที่เป็นส่วนสำคัญต่อการเติบโตของเครือข่ายของเรา โดยเสริมบริการเที่ยวบินตรงของเราที่เชื่อมต่อผู้โดยสารของเราไปยังจุดหมายปลายทางที่มีเอกลักษณ์และไม่ค่อยมีใครสำรวจทั่วโลกได้อย่างคุ้มค่า ในปีนี้ผู้โดยสารที่ใช้บริการ Fly-Thru ของแอร์เอเชีย เพิ่มขึ้นถึง 18% และคาดว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ภายในปี 2568” ลินกัม กล่าว
พร้อมเสริมว่า แอร์เอเชีย คาดว่าในอีก 5 ปีข้างหน้านับจากนี้ จะมีฝูงบินเพิ่มมากกว่า 300 ลำ สามารถรองรับผู้โดยสารกว่า 100 ล้านคนต่อปี ซึ่งการเติบโตนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของแอร์เอเชียในฐานะผู้ให้บริการสายการบินราคาประหยัดแบบบเส้นทางการบินรายแรกของโลก โดยมีเป้าหมายในการเชื่อมโยงอาเซียนกับทั่วโลก
ขณะที่ ในครึ่งแรกของปี 2567 AirAsia ได้เปิดเส้นทางบินใหม่ 20 เส้นทางทั่วกลุ่ม โดยให้บริการกว่า 130 จุดหมายปลายทาง และรองรับผู้โดยสารกว่า 31 ล้านคน โดยรักษาอัตราการบรรทุกผู้โดยสารไว้ได้ที่ระดับ 90% ซึ่งแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นที่แข็งแกร่งของสายการบิน ที่สำคัญ AirAsia ยังได้เปิดตัวสายการบินใหม่ในกัมพูชาและได้รับรางวัลสายการบินโลว์คอสต์ที่ดีที่สุดในโลกจาก Skytrax เป็นครั้งที่ 15
อนึ่ง กลุ่มแอร์เอเชีย หมายถึง แอร์เอเชียมาเลเซีย, ไทยแอร์เอเชีย, แอร์เอเชียอินโดนีเซีย, แอร์เอเชียฟิลิปปินส์ และ แอร์เอเชียกัมพูชา