ไอบีเอ็ม องค์กรยักษ์เทคโนโลยีระดับโลกมีอายุกว่าศตวรรษ และอยู่ในไทยมากกว่า60ปี ที่ในวันนี้ ‘ไอบีเอ็ม’ จะเป็นมากกว่า Big Tech Company แต่มีความยืดหยุ่นและเข้าถึงง่ายได้ด้วย AI
THE BETTER ได้ร่วมสัมภาษณ์ผู้บริหาร IBM ประเทศไทย ‘อโณทัย เวทยากร’ กรรมการผู้จัดการบริษัทไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ในโอกาสการจัดงาน ‘IBM Thailand’s Media Roundtable: The Next Frontier of AI Race in Thailand’ พร้อมร่วมอัปเดทข้อมูลเทรนด์ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (AI) ตัวเร่งเศรษฐกิจที่จะพลิกโลกในอนาคตได้เร็วกว่าเทคโนโลยีใด ๆ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา
อโณทัย ให้มุมมองต่อการเข้ามาของเอไอ ในวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างแรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจโลกครั้งใหญ่ ที่มาจากการขับเคลื่อนธุรกิจองค์กรในแทบทุกขนาดด้วยเอไอ
ทั้งนี้ จากการคาดการณ์ของ McKinsey ระบุว่าการเรียนรู้ของเอไอ (Gen AI) อาจเพิ่มมูลค่าให้กับกำไรต่อปีของบริษัททั่วโลกได้ถึง 4.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ การ์ตเนอร์ (Gartner) ระบุว่ามีองค์ราว 10% ที่ก้าวสู่ขั้นตอนการเริ่มใช้งานจริง มากกว่าสามในสี่ของผู้บริหารที่สำรวจมองว่าตนต้องเริ่มใช้ Gen AI อย่างรวดเร็วเพื่อให้ก้าวทันคู่แข่ง และ 72% ของผู้บริหารระดับสูงมองว่าผู้ที่มี Gen AI ที่ก้าวล้ำที่สุดจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัน(IBV)
โดย IBV บอกว่า 75% ขององค์กรกำลังทดลองใช้ Gen AI ในห้าหรือมากกว่าห้าฟังก์ชัน และเกือบครึ่งหนึ่งขององค์กรธุรกิจได้ขยับจากการสำรวจความเป็นไปได้ของการใช้ AI ไปสู่การทดลองนำร่อง ซึ่ง Gen AI ยังช่วยให้ผลตอบแทนการลงทุน (ROI) ของ AI พุ่งขึ้นเป็น 31% จาก 13%
ด้าน Statista คาดว่าในประเทศไทย ขนาดตลาด Gen AI จะเติบโตถึง 179.50 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 และจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 46.48 ต่อปี จนมีขนาด 1,773.00 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030
ขณะที่ รายงาน Thailand Digital Technology Foresight 2035 ของ DEPA คาดว่าการใช้งาน AI ในประเทศไทยจะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 50% ภายในปี 2030 จาก 17% ในปี 2019
โดยตลาด AI ของไทยจะมีมูลค่าประมาณ 114 พันล้านบาทภายในปี 2030 และจะมีกว่า 300 ยูสเคสด้าน AI โดยเฉพาะในภาคการผลิต ประกันภัย ยานยนต์ และสาธารณสุข
ความท้าทาย ‘สร้างประโยชน์แต่ยังไม่เชื่อมั่น’
อโณทัย กล่าวว่า “Benefit ของเทคโนโลยีจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราแค่ทดลองเฉยๆ แต่จะทำให้เกิดประโยชน์ขึ้นจริงได้เราต้องเร่งมันขึ้นมาจริง ๆ”
ขณะที่ Gartner คาดการณ์ว่าการนำ Gen AI มาใช้อันเป็นผลพวงจากการถูกประโคมพูดถึง (hype-driven adoption) จะตามมาด้วย "วิกฤตต่ำสุดของความผิดหวัง" (trough of disillusionment) ที่องค์กรจะเริ่มถอยห่างจากความซับซ้อนที่ต้องเผชิญในการนำ Gen AI มาใช้ในฟังก์ชันหลักต่างๆ ทางธุรกิจ
ตามรายงานของ Gartner ในปี 2025 โครงการด้าน Gen AI 30% จะถูกปล่อยทิ้ง หลังจากได้เริ่มทำ proof of concept ไปแล้ว และจากรายงาน 2024 AI Governance Report ล่าสุดของไอบีเอ็ม เกือบครึ่งหนึ่งของซีอีโอที่สำรวจระบุว่ามีความกังวลเกี่ยวกับความถูกต้องและอคติของ Gen AI
โดยแม้ว่า จะพิสูจน์แล้วว่าสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรธุรกิจ แต่ยังคงมีความไม่เชื่อมั่นอยู่
สู่ THE NEXT FRONTIER OF AI RACE IN THAILAND
อโณทัย กล่าวว่า 4 ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรก้าวสู่จุดเริ่มของการแข่งขันด้าน AI ในประเทศไทย ประกอบด้วย
- โมเดล AI แบบโอเพนซอร์ส (Open-source AI models) ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่ร่วมขับเคลื่อนต่อยอดโดยคอมมิวนิตี้ของนักดีเวลล็อปเปอร์อย่างต่อเนื่อง ช่วยสนับสนุนกลยุทธ์ด้าน AI ที่เชื่อถือได้สำหรับทุกองค์กร
- รากฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้ (Trusted data foundation) โดยองค์กรต้องมุ่งเน้นการสร้างรากฐานข้อมูลที่เปิดกว้างและเชื่อถือได้ ให้สามารถบูรณาการและจัดการข้อมูลได้ราบรื่นในสภาพแวดล้อมแบบไฮบริดคลาวด์ เพื่อการวิเคราะห์หรือใช้กับ AI มีคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการปฏิบัติตามกฎข้อบังคับต่างๆ
- การสเกลด้วย Governance (Scaling with governance) การใช้ AI ที่รับผิดชอบภายใต้ความไว้วางใจในการดำเนินธุรกิจองค์กร
- การอินทิเกรท ทั่วทั้งระบบนิเวศน์ (Ecosystem integrations) จะมีความสำคัญยิ่งขึ้นในปี 2025 โดยการใช้งานโมเดล AI โอเพนซอร์สที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่ความสามารถในการทำงานร่วมกันของระบบต่างๆ ในองค์กรมากขึ้น และการปรับตัวรับพัฒนาการใหม่ๆ ด้าน AI ได้อย่างรวดเร็ว
ปัจจัยดังกล่าว ‘ไอบีเอ็ม’ ได้นำเสนอโซลูชั่น โมเดล AI ‘GRANITE 3.0’ ที่เหมาะสมกับธุรกิจองค์กร ด้วยจุดเด่นเล็กกว่า เร็วกว่า และถูกกว่า 97% รองรับการเปลี่ยนแปลงตามความคิดของธุรกิจหลายองค์กร เริ่มมองถึงโมเดลที่เล็กลง ปรับจูนและเชื่อถือได้ ฯลฯ เพื่อตอบโจทย์การใช้งานและความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละองค์กรโดยไม่ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น
สำหรับ โมเดล Granite 3.0 มีจุดเด่น ด้านประสิทธิผลสำหรับภาระงานที่เฉพาะเจาะจงกับแต่ละองค์กร ได้ เทียบเท่ากับแบบจำลองขนาดใหญ่ ด้วยในราคาที่ต่ำกว่ามาก ซึ่งโมเดล Granite 3.0 มีหลายรุ่น ภายใต้โมเดลสองขนาด คือ โมเดล 8B และ 2B
อโณทัย กล่าวว่า สำหรับแนวทางการทำตลาด Granite 3.0 ของไอบีเอ็ม นอกจากรองรับกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ ค้าปลีก สถาบันการเงิน พลังงาน ซึ่งได้มีการนำไปใช้งาน (Use Case) แล้ว อาทิ
- บริษัท ออร์บิกซ์ คัสโทเดียน (Orbix CUSTODIAN) ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์ดิจิทัลที่
- The Mall Group กลุ่มธุรกิจค้าปลีก
- ธนาคารทหารไทยธนชาต (ttb)
- ไอบีเอ็มและคอมพิวเตอร์ยูเนี่ยน ซึ่งเป็นดิสทริบิวเตอร์ของไอบีเอ็ม ได้นำร่องใช้ watsonx กับหลายองค์กรในไทย ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟน.), IRPC, BLCP Power และ Banpu
นอกจากนี้ ยังมีภาคการศึกษา ฯลฯ ที่เตรียมเปิดตัวความสำเร็จจากการนำเอไอมาประยุกต์ใช้ในเร็ว ๆ นี้
อโณทัย กล่าวว่า จากทิศทางเอไอที่เข้ามา ทำให้ไอบีเอ็ม ยังได้ขยายการให้บริการโซลูชั่นไปยังกลุ่มธุรกิจขนาดกลางย่อม (SME) ด้วยการทำงานร่วมกับดีเวลล็อปเปอร์ในชุมชนโอเพนซอร์ส เพื่อพัฒนาเอไอให้ตรงกับความต้องการของธุรกิจ และปกป้องลิขสิทธิ์ทางปัญญา (IP) ไปพร้อมกันด้วย
“แม้ภาพรวมเศรษฐกิจมีความอ่อนไหวไม่เอื้อต่อบรรยากาศการลงทุนมากนัก ซึ่งในความคิดเห็นส่วนตัวแบบเป็นกลางมองว่า หากอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลยจะยิ่งเป็นความเสี่ยงมากกว่า แต่หากทำในสิ่งที่ถูกต้องก็เชื่อว่าสามารถหนีวิกฤตเศรษฐกิจได้” อโณทัย กล่าว
AI ตัวเร่งสปีดเศรษฐกิจโลกยุคใหม่
อโณทัย เสริมว่า "ในอดีตปฏิเสธไม่ได้ว่าการรับรู้ของคนทั่วไป หรือ ลูกค้าที่มีต่อไอบีเอ็ม จะมองว่า ‘เราแพง’ แต่จากการดำเนินงานมาโดยตลอดของไอบีเอ็มในช่วงที่ผ่านมาได้เริ่มเปลี่ยนไปสู่ภาพขององค์กรเทคโนโลยีระดับโลก ที่เข้าถึงและจับต้องได้ด้วยเอไอ และการทำงานร่วมกับนักพัฒนา (Developer) ด้วยแนวทางโอเพนซอร์ส (Opensource) เพื่อกระจายผลิตภัณฑ์และบริการของไอบีเอ็มเข้าถึงผู้ใช้งานกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางย่อม หรือ เอสเอ็มอี ได้มากขึ้น"
จากทิศทางดังกล่าว ยังสะท้อนถึงองค์กรอย่างไอบีเอ็ม ที่นอกจากการดำเนินธุรกิจแล้ว ยังมีอีกหนึ่งในเป้าหมายของไอบีเอ็ม คือ แผนการลดต้นทุนที่นำไปสู่ผลผลิต (Productive) สำคัญได้จากการลงทุนเทคโนโลยีและประยุกต์ใช้เอไอ ด้วยสร้างรายได้กลับเข้ามาได้ถึง 2 พันล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3 พันล้านบาทในปลายปี 2567 นี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับการเข้ามาของเอไอ
อโณมัย มองต่อไปในในอนาคตถึงการรับ (Adoption) เอไอ ขององค์กรประเทศไทยในภาพรวมจะเพิ่มขึ้นราว 15-20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 5-6% ขณะที่องค์กรธุรกิจทั่วโลกอด็อปใช้เอไอราว 10% ในปัจจุบัน
พร้อมกล่าวทิ้งทายว่า การเข้ามาของเอไอไม่ได้เป็นแค่กระแส หรือนำไปสู่การเกิดภาวะฟองสบู่เอไอที่อาจแตกกระจายในอนาคต แต่จะเป็นการใช้ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงและสร้างผลกระทบให้กับเศรษฐกิจที่มาเร็วกว่าในอดีต จากมุมมองของไอบีเอ็มที่เป็นองค์กรเทคโนโลยีใหญ่ระดับโลก
ในอดีตเครื่องจักรไอน้ำเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกใช้เวลาร่วมร้อยปี จากนั้นเป็นยุคของอินเทอร์เน็ต ใช้เวลาไม่ถึง 50ปี และการเช้ามาของไอเอ จะเร็วยิ่งกว่านี้