'แสนสิริ' มอง ‘ภูเก็ต’ ขุมทรัพย์อสังหาฯแห่งใหม่ ตั้งสำนักงานใหญ่ต่อจากกรุงเทพฯ เจาะตลาดระยะยาว

'แสนสิริ' มอง ‘ภูเก็ต’ ขุมทรัพย์อสังหาฯแห่งใหม่ ตั้งสำนักงานใหญ่ต่อจากกรุงเทพฯ เจาะตลาดระยะยาว
แสนสิริ ปักหมุด ‘ภูเก็ต’ ตั้งสำนักงานแห่ง2 ฐานที่มั่นตลาดอสังหาฯจริงจังรองจากกรุงเทพฯ รับแผน 5 ปี ลงทุน 2.5 หมื่นล.บาท 27 โปรเจกต์ มาครบทุกรูปแบบ ตั้งรับศักยภาพจังหวัดสู่ ‘โกลบอล ซิติเซ่น’

อุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เปิดเผยว่าบริษัทฯ วางให้จังหวัดภูเก็ต เป็นเมืองยุทธศาสตร์ตลาดอสังหาริมทรัพย์สำคัญรองจากกรุงเทพฯ โดยตั้งสำนักงาน (Head Office) แห่งที่ 2  อย่างเป็นทางการตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อรองรับแผนการพัฒนาโครงการอสังหาฯ ทุกรูปแบบทั้งโครงการแนวราบ, คอนโดมีเนียม รวมถึงแบรนเด็ด เรสสิเดนซ์ ในอนาคต

โดย บริษัทฯ เตรียมงบลงทุนเบื้องต้นราว 2.5 หมื่นล้านบาท พัฒนาอีก 27 โครงการฯใหม่ในอีก 5 ปีข้างหน้า (2568-2572) คาดแบ่งออกเป็น คอนโดมีเนียม ราว 2-3 โครงการ ต่อปี และแนวราบราว 4-5 โครงการ วางระดับราคาอยู่ที่ 8-9 ล้านบาทต่อยูนิต  รวมถึงโครงการพูล วิลล่า ระดับราคา 40-50 ล้านบาทต่อยูนิต เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ จะใช้ที่ดินที่มีอยู่ในมือ และจัดซื้อเพิ่มเติมในอนาคต เพื่อรองรับแผนธุรกิจดังกล่าว ด้วยมองเห็นโอกาสการเติบโตของอสังหาฯ ภูเก็ต อย่างต่อเนื่อง ที่ปัจจุบันมีมูลค่าขนาดเศรษฐกิจราว 5 แสนล้านบาท และจะมีอัตราการเติบโตสูงอย่างต่อเนื่องนับจากนี้ ในฐานะเมืองใหญ่ด้านจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลก (Top Global Destination)      

“ภูเก็ต ฟื้นตัวกลับมาได้ในเกือบทันทีหลังผ่านพ้นการระบาดโควิด-19 โดยหนึ่งในปัจจัยหลักมาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ผลักดันให้ชาวรัสเซียเดินทางเข้ามาเพื่อท่องเที่ยวและอยู่อาศัยในภูเก็ตมากขึ้น รองลงมาเป็น อินเดีย และ กลุ่มตะวันออกกลาง จาก 20 ปีก่อน ตลาดท่องเที่ยวหลักมาจากกลุ่มสแกนดิเนเวียน สิงคโปร์ และ จีนในช่วงก่อนโควิด” อุทัย กล่าว

พร้อมเสริมอีกว่า “ภูเก็ตถือเป็นเมืองใหญ่ระดับโลก ซึ่งจากฐานข้อมูลทะเบียนบ้านมีประชากรในระบบกว่าสี่แสนคนและหากไม่นับที่ลงทะเบียนจะมีมากถึง 1.5 ล้านคน และจากข้อมูลการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยระบุเป้าหมายในปี 2567 คาดจะมีนักเดินทางเข้ามายังจังหวัดราว 18 ล้านคน”

จากแนวโน้มดังกล่าว ยังสอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก ที่จะเกิดขึ้นทั้งจากภาครัฐและเอกชน ใน 5 กลุ่มธุรกิจหลัก ดังนี้

  1. ท่าอากาศยานแห่งที่สองของภูเก็ต สนามบินอันดามัน
  2. โครงการอสังหาริมทรัพย์
  3. โรงเรียนนานาชาติ
  4. โรงพยาบาล
  5. ท่าจอดเรือ มาตรฐานสากลระดับโลก

เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังได้พัฒนา ‘The Society’ พื้นที่รวมตัว (Social Space) แห่งแรกของแสนสิริในภูเก็ต บนทำเลใจกลางย่านเชิงทะเล-บางเทา พัฒนาและออกแบบภายใต้แนวคิด CONNECT + INSPIRE แหล่งรวมวัฒนธรรมนานาชาติ ที่จะสร้างสีสันของเกาะภูเก็ต  เพื่อผลักดันให้แสนสิริไปสู่ Global Lifestyle Brand แบรนด์ระดับสากล และให้ชาวต่างชาติได้รู้จักไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกับชุมชนไปพร้อมกัน

โดย The Society ออกแบบสถาปัตยกรรมภายนอก (Architecture & Landscape design) โดยทีมดีไซเนอร์ของ Edward Tuttle ถ่ายทอดการออกแบบในสไตล์ระดับเวิลด์คลาส ประกอบด้วย 2 อาคารเชื่อมต่อ พร้อมสวนขนาดใหญ่ รองรับการจัดกิจกรรม (อีเวนต์) ต่างๆ ได้อย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ให้บริการตั้งแต่กลางวันถึงยามค่ำคืน (Day-to-Night Eatery) พร้อมด้วยบริการเครื่องดื่มร้านกาแฟ สเปเชียลตี BEANS Coffee Roaster และ VAMOSS panish Tapas Bar ร้านอาหารสเปน

นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ทำงาน Co-sharing space ห้องประชุมส่วนตัว และ podcast room รวมถึงพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ และยังเป็นพื้นที่จัดแสดงห้องตัวอย่างและ Sales Gallery รองรับลูกค้าแบบไพรเวท กับ 2 โครงการใหม่ล่าสุด ได้แก่

  • CANVAS Cherngtalay (แคนวาส เชิงทะเล) คอนโดมิเนียมแบรนด์ใหม่ สไตล์รีสอร์ท เฉพาะภูเก็ต มูลค่าโครงการรวม 1,800 ล้านบาท รองรับความต้องการอยู่อาศัยในฐานะบ้านหลังที่ 2 ด้วยไฮไลท์ห้อง Penthouse พร้อม Private Rooftop
  • THE TALES ลักซูรี่  พูลวิลล่า ใน Sansiri Pool Villa Collection in Phuket กับ THE TALES STORY ONE – BANGJO (เดอะ เทลส์  สตอรี่ วัน - บางโจ) มูลค่าโครงการรวม 500 ล้านบาท

สำหรับกลุ่มเป้าหมายสำคัญในตลาดอสังหาฯ ภูเก็ตของบริษัทฯ ในพอร์ตชาวต่างชาติสัดส่วน 49%  ในการถือครองอสังหาฯ ตามกฎหมาย จะเป็น รัสเซีย 65% และ จีน 20% ที่เหลือเป็นกลุ่มประเทศอื่นๆ ส่วนตลาดในกรุงเทพฯ ของแสนสิริ มาจากกลุ่มลูกค้าชาวจีน ราว 50%    

อสังหาฯ ภูเก็ตท้าทาย-สู้ด้วยบริการหลังการขาย

 

อุทัย กล่าวว่า “แสนสิริ ได้เข้ามาในตลาดอสังหาฯภูเก็ต ร่วม 13 ปี พัฒนาโครงการไปแล้วกว่า 8,300 ยูนิต คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 26,950 ล้านบาท ซึ่งจากนี้ไปการทำธุรกิจในภูเก็ตจะสปีดยิ่งขึ้นผ่านแนวทางธุรกิจดังกล่าวที่เตรียมไว้เพื่อรองรับกำลังซื้อที่มาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูเก็ตในอนาคตนับจากนี้ไปอีก10 ปี 20 ปีและอาจไปถึง 100 ปีหน้าก็เป็นไปได้ในฐานะองค์กรธุรกิจอยู่คู่กับชุมชน” พร้อมเสริมว่า

แม้วในภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ จังหวัดภูเก็ตในปัจจุบันจะมีความท้าทายอย่างมากจากจำนวนผู้เล่นในตลาดทั้งในท้องถิ่นและจากส่วนกลางที่เข้ามาพัฒนาโครงการฯอย่างต่อเนื่อง ทำให้อสังหาฯมีการขยายตัวและเข้าไปอยู่ในเมือง (In-Land)มากขึ้น จากในอดีตโครงการส่วนใหญ่จะมีทำเลอยู่ใกล้กับชายหาด (Beach Front) ซึ่งในปัจจุบันทำเลลักษณะดังกล่าวหายากแล้ว

“ราคาที่ดินอย่างกระทู้ ป่าตอง ยังได้ปรับสูงขึ้นมากหรือทำเลโดยรอบศูนย์การค้าเซ็นทรัลภูเก็ต ปัจจุบันเฉลี่ยตารางวาละ 8 แสนบาท เพิ่มขึ้นกว่า 30-40%  อย่างในบางพื้นที่มีราคาที่ดินสูงถึงไร่ละ1 ล้านบาท ส่วนหนึ่งมาจากกฎหมายผังเมืองที่เข้ามาควบคุม เพื่อลดความหนาแน่นของเมืองที่โตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา” อุทัย กล่าวพร้อมเสริมว่า

จากปัจจัยข้างต้น ยังพบว่าในปัจจุบันมีนักเดินทางและท่องเที่ยวเข้าราว 10 ล้านคนต่อปี ด้วยบริการมากกว่า 330 เที่ยวบิน เป็นนักท่องเที่ยวต่าวชาติราว 30,000 คนต่อวัน ที่เดินทางมายังจังหวัดภูเก็ตในช่วงที่ผ่านมา

อุทัย ทิ้งทายว่า จากภาพรวมดังกล่าว บริษัทจะนำจุดแข็งการบริการหลังการขาย ซึ่งร่วมกับพันธมิตรธุรกิจในเครือ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด  ผู้บริการอสังหาฯครบวงจร และบริหารนิติบุคคล มาร่วมใช้วางแผนการทำตลาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ 

โดยแผนทั้งหมดรวมถึงการเปิดตัว ‘The Society’ ดังกล่าว จะยังสอดคล้องกับการสื่อสารภาพลักษณ์สู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกของแสนสิริ ไปพร้อมกับสถานะ 'ภูเก็ต' ที่จะก้าวสู่การเป็นเมืองของประชากรโลก (Global Citizen) ที่จะเชื่อมต่อเศรษฐกิจในอีก 2 จังหวัดใกล้เคียง คือ พังงา และ กระบี่ ในอนาคตด้วย 

 

TAGS: #แสนสิริ #อสังหาริมทรัพย์ #อสังหาริมทรัพย์ภูเก็ต