‘แอสเซทไวส์’มอง‘พัทยา’ปลายทางเมืองไลฟ์สไตล์ระดับโลก รับอนาคตเศรษฐกิจอีอีซี ลงทุนปีละ 2 พันล.บาท ใน3ปี มี 10โปรเจกต์-ศึกษาทำ พูล วิลล่า เปิด ‘อควารัส จอมเทียน พัทยา’ ราคา 4.21-80 ล.บาท เจาะไทย/ต่างชาติ
กรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซทไวส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASW ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย เปิดเผยว่า แผนใน 3 ปี (2568-2571) บริษัทฯ คาดใช้งบลงทุนไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาทต่อปี สำหรับพัฒนาโครงการอสังหาฯ ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอีอีซี และผลักดันความต้องการอยู่อาศัยขยายตัวสูงขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เข้ามาในตลาดอสังหาฯอีอีซี ตั้งแต่ปี 2565 ด้วยมองเห็นศักยภาพทางเศรษฐกิจในพื้นที่จะขยายการเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่างๆ อาทิ โครงการรถไฟเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะภา), แผนพัฒนาสนามบินนานาชาติอู่ตะเภา และเมืองการบินภาคตะวันออก, การขยายท่าเรือแหลมฉบังเฟส3, โครงการเมืองใหม่อัจฉริยะ รวมถึง 2 เมกะโปรเจกต์ คือ โครงการนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และ โครงการสปอร์ต คอมเพล็กซ์ สนามกีฬาขนาดใหญ่รองรับได้มากกว่า 80,000 ที่นั่ง
“จากนโยบายทางเศรษฐกิจด้านมาตรการทางการค้าของโดนัลด์ ทรัมป์ คาดยังผลักดันให้ธุรกิจจากจีนขยายการลงทุนในอีอีซีมากขึ้นเพื่อใช้ไทยเป็นฐานการผลิตส่งออกสินค้าไปตลาดยุโรป ปัยจัยหนึ่งทำให้มีความต้องการที่อยู่อาศัยตามมาจากแรงงานในพื้นที่เพิ่มขึ้น” กรมเชษฐ์ กล่าว
ล่าสุด บริษัทฯเปิดตัวโครงการอสังหาฯ ในพื้นที่อีอีซี ลำดับที่ 5 คอนโดมีเนียมต้นแบบ (Flagship) ‘อควารัส จอมเทียน พัทยา’ (Aquarous Jomtien Pattaya) มูลค่า 5,000 ล้านบาท วางตำแหน่งคอนโดฯระดับหรู สไตล์ ลักซูรัส สเตเคชั่น (Luxurious Staycation Residence) บนทำเลใกล้หาดจอมเทียนในระยะ 500 เมตร มีจำนวน 606 ยูนิต และพื้นที่ร้านค้า 5 ยูนิต รวมทั้งเพนเฮ้าส์ วางราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 4.21 ล้านบาทถึง 80 ล้านบาท
โดยโครงการฯ ได้เปิดขายล่วงหน้า (Presale) ไปแล้วราว 10% และได้การตอบรับดีจากกำลังซื้อทั้งชาวไทยและต่างชาติในสัดส่วน 50% เท่ากันซึ่งกลุ่มหลัง จะเป็นชาวรัสเซีย ยุโรป จีน และอินเดีย ซึ่งบริษัทฯจะวัดผลความสำเร็จจากโมเดลโครงการฯนี้ก่อน นำไปพัฒนาได้อีกราว 5 โครงการฯใหม่ในพื้นที่อีอีซี จากปัจจุบันบริษัทฯ ได้พัฒนาไปแล้ว 4 โครงการ มูลค่า 4,777 ล้านบาท ประกอบด้วย
- โครงการแอทโมช ซีรีน ศรีราชา
- โครงการเคฟ ยูนิเวิร์ส บางแสน
- โครงการเคฟ โคโค่ บางแสน
- โครงการแอทโมซ แคนว่าส ระยอง
กรมเชษฐ์ กล่าวว่า การพัฒนาโครงการฯในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ถืเเป็นตลาดอสังหาฯที่มีศักยภาพสูงและแตกต่างไปจากจังหวัดหัวเมืองใหญ่อื่นๆ ด้วยมีความครบวงจรด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ และยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลกของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ
‘นอกจากนี้ เมืองพัทยา จะยังมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ‘เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์’ เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะมีความเป็นไปได้ใน 3 ปีหน้า ภายใต้แนวคิดของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่วางไว้“ กรมเชษฐ์ กล่าว
จากแนวโน้มดังกล่าว ยังผลักดันให้ตลาดอสังหาฯ พัทยา มีแนวโน้มขยายตัวอีกมาก เพื่อรองรับความต้องการ 3 กลุ่มเป้าหมาย คือ 1. กลุ่มคนท้องถิ่น 2. กลุ่มนักลงทุน และ 3. กลุ่มคนกรุงเทพฯ ซึ่งกลุ่มหลังสามารถเดินทางไปมาได้สะดวกมาก
“เศรษฐกิจชลบุรี ยังมีแนวโน้มเติบโตสูงจาการท่องเที่ยวด้วยจำนวนสูงมากกว่า 18 ล้านคนในต้นปีที่ผ่านมา และประชากรในจังหวัดยังมีรายได้ต่อหัวสูงเป็นอันดับสองของประเทศรองจากกรุงเทพฯ ซึ่งบริษัทฯ เห็นโอกาสการพัฒนาอสังหาฯโครงการใหม่ๆ รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษากโครงการพูลวิลล่าในอนาคต ด้วย“ กรมเชษฐ์ กล่าว
ขณะที่ ผลดำเนินงานในช่วง 11 เดือนของปี 2567 (ม.ค. - พ.ย. 67) บริษัทฯ สามารถทำยอดขายสะสมได้ 17,874 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายสถิติใหม่ของบริษัท และเกินกว่าเป้าหมายปี 2567 ที่วางไว้ที่ 17,800 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อย
”ความสำเร็จดังกล่าวมาจากหลายปัจจัยประกอบ ทั้งการพัฒนาโปรดักส์ในทำเลที่ตรงกับความต้องการอยู่อาศัยของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการทำโปรโมชั่นราคาในจังหวะที่เหมาะสม ท่ามกลางสถานการณ์ดอกเบี้ยสูงที่ส่งผลต่อธุรกิจอสังหาฯไทยในปีนี้“ กรมเชษฐ์ กล่าว
โดยมองแนวโน้มอสังหาฯ คาดจะทยอยฟื้นตัวในอีก1-2 ปีหน้าในบางทำเล จาก2 ปัจจัย คือ 1. ความต้องการ (Demand) ของผู้อยู่อาศัยและเริ่มมีกำลังซื้อกลับมา จากแนวโน้มดอกเบี้ยเริ่มคลี่คลาย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล และ 2 . การจัดหา (Supply) สินค้าในบางทำเล ที่เริ่มลดลง
ขณะที่แนวทางของบริษัทฯ มุ่งพัฒนาอสังหาฯใน3 จังหวัดสำคัญ คือ กรุงเทพฯ ชลบุรี และ ภูเก็ต ซึ่งเป็นแต่ละเมืองเป็นทำเลยุทธศาสตร์ และกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน
สำหรับตลาดภูเก็ต บริษัทฯ ได้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดภูเก็ต ผ่านการเข้าถือหุ้นสัดส่วน 67.94% ในบริษัท ร่มโพธิ์ พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TITLE ซึ่งได้การตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้า ทำยอดขายได้รวมกว่า 7,000 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้จากโครงการต่าง ๆ ดังกล่าวไปจนถึงปี 2569 และยังวางแผนเปิดตัวโครงการ Leisure Residences ในภูเก็ตอย่างต่อเนื่องอีก 4 โครงการ รวมมูลค่ากว่า 15,500 ล้านบาท
กรมเชษฐ์ ปิดท้ายว่า ขณะที่แนวทางการทำตลาดของบริษัทฯ ยังมุ่งสร้างการรับรู้แบรนด์ ภายใต้กลยุทธ์การตลาดผ่านไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Marketing) ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้ง ความงาม ดนตรี (คอนเสิร์ต) และกีฬา อย่างต่อเนื่อง ด้วยสามารถสร้างการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการสื่อสารการตลาดแบรนด์ในวงกว้าง