HSBC มองโอกาสไทย 3 ปัจจัยหนุน GDP ปีนี้ 3.3% ให้มุมมองแข่ง ‘ไฟแนนเชียล ฮับ’ ยังไม่พร้อม

HSBC มองโอกาสไทย  3 ปัจจัยหนุน GDP ปีนี้ 3.3%  ให้มุมมองแข่ง ‘ไฟแนนเชียล ฮับ’ ยังไม่พร้อม
‘เอชเอสบีซี’  สะท้อนเศรษฐกิจไทย  อยู่ในจุดไหนในเวทีโลก? หลังนโยบายทรัมป์ 2.0 และการเปลี่ยนผ่านจากภาคการผลิตของจีนสู่ภาคบริโภค แนะใช้ความเชี่ยวชาญหลักมุ่ง ‘Niche Market’

เฟรดเดอริค นอยแมนน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และหัวหน้าฝ่ายวิจัย ประจำภูมิภาคเอเชีย ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) กล่าวในหัวข้อ ‘จับตาเศรษฐกิจเอเชียและไทยปี 2025 ท่ามกลางจุดเปลี่ยนครั้งใหม่ของโลก’ (Asia and Thailand Economic Outlook 2025) ซึ่งในปีนี้ ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชีย และไทย กำลังอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางความผันผวนของการค้าโลก และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายด้านภาษีของสหรัฐอเมริกาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงการปรับตัวทางเศรษฐกิจของจีน ซึ่งกำลังเปลี่ยนทิศทางการลงทุนและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก

 

ทั้งนี้ หากโฟกัสยังประเทศไทย HSBC คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ในปี 2025 คาดอยู่ที่ 2.7-3.3% มาจาก 3 ปัจจัยสำคัญ

 

  1. การขยายตัวของภาคการส่งออก ในจังหวะอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอเมริกามีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการส่งออก
  2. ภาคการท่องเที่ยวและภาคการบริการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นจุดแข็งของประเทศไทย ตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะสัญญาณจากนักท่องเที่ยวจีน มีแผนเดินทางกลับเข้ามายังประเทศไทย จำนวนมากขึ้น
  3. มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โครงการเงินดิจิทัล (Digital Wallet) หนึ่งหมื่นบาท ที่ทยอยแจกให้ในกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมาและต่อเนื่องในต้นปีนี้

 

“ปีนี้ไทยยังมีปัจจัยบวก3 ด้านหลักที่จะผลักดันให้ จีดีพีไทยในปีนี้มีโอกาสขยายตัว 3.3% แต่ในปี 2026 คาดจีดีพีอาจจะชะลอตัวลง หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว” เฟรดเดอริค กล่าวพร้อมเสริมว่า “ส่วนภาคการส่งออก ของไทย คาดจะได้รับอานิสงส์จาก จากมาตรทางภาษีทางการค้าที่สหรัฐฯมีแผนเรียกเก็บสินค้าจากจีนอัตรา 10% ตามนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นโอกาสทางการของๆไทยในจังหวะที่บริษัทหลายแห่งทั่วโลกชะลอการลงทุน”

 

 เฟรดเดอริค กล่าวว่า นอกจากการท่องเที่ยวของไทย ที่มีความแข็งแกร่งแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงไปสู่ภาคบริการทางการแพทย์ระดับภูมิภาค และยังรวมไปถึงการยกระดับภาคการผลิตสินค้าในกลุ่ม FMCG อุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่ใช้แล้วหมดไป

“ไทยยังมีจุดแข็งภาคการผลิตสินค้าเอฟเอ็มซีจี ในการทำตลาดส่งออกโดยเฉพาะในจีน ซึ่งคาดว่าผู้บริโภคจีนจะมีความต้องการสินค้าสูงขึ้นอีกใน 2-3 ปีนับจากนี้ ด้วยประเทศจีนอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากภาคการผลิตไปสู่ภาคการบรนิโภค ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาอาจเห็นได้ว่าเศรษฐกิจจีนอยู่ภาวะชะลอตัว”

 

นอกจากนี้ ‘ประเทศไทย’ ยังต้องหันมาให้ความสำคัญในตลาดเฉพาะกลุ่ม  (Niche Market) ที่มีความถนัด อย่างภาคการเกษตร หรือ ในภาคการผลิตที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนตรงต่างประเทศ (FDI)  จากจีนที่จะเข้ามาในตลาดอุตสาหกรรมในประเทศไทยมากขึ้นคาดในปัจจุบันอยู่ที่สัดส่วน 50% จากเมื่อ 10 ปีก่อน หรือราวปี 2015 มีสัดส่วนFDI จากจีนราว 10%  

 

ขณะที่ ภาคการผลิตของไทย อาจต้องปรับตัวเพื่อรองรับการเข้ามาของทุนจีน ทั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อุปกรณ์ชิปประมวลผล (Processor) ชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ EV หรือ กลุ่มอุตสาหกรรม โลหะ เคมี เป็นต้น ซึ่งจะเป็นจุดแข็งและสร้างความแตกต่างไปจากประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน อาทิ มาเลเซีย ด้านภาคการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ หรือ อุตสาหกรรรมสิ่งทอ ของเวียดนาม   

 

เฟรดเดอริค กล่าวต่อถึงโอกาสของประเทศไทย ในด้านการเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงิน (Fonancial Hub) ระดับภูมิภาคนั้น ในขณะนี้อาจยังต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้านประกอบกัน ทั้งการลดการกำกับดูแล ความพร้อมทักษะความสามารถของบุคลากร โครงการงานระบบของหลังบ้าน (Back Office) ต่างๆ มาตรการจูงใจในการนำเข้าแรงงานที่มีทักษะสูง (Talent) จากต่างประเทศ ไปจนถึงการให้วีซ่า สิทธิพำนักในการอยู่อาศัยในประเทศไทย ความพร้อมด้านที่อยู่อาศัย อสังหาริมทรัพย์ต่างๆ

 

พร้อมทิ้งท้ายว่า “ปัญหาหนี้ครัวเรือนของไทย จะยังเป็นปัจจัยที่เป็นความท้าทายในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ด้วยมีความน่าเป็นห่วง และจะส่งผลกระทบต่อภาคการบริโภคที่จะชะลอตัวภาคเศรษฐกิจไปต่อ”  

TAGS: #เอชเอสบีซี #HSBC #เศรษฐกิจการเงิน