‘อัยยวัฒน์’ นายใหญ่ ‘คิง เพาเวอร์’ ปรับโครงสร้างธุรกิจ ย้ำตำแหน่งการตลาดใหม่ “King Power of Possibilities” ไม่จำกัดการเป็นดิวตีฟรี แต่จะขยับสู่การเพิ่มยอดขายจากสินค้าบริการผ่านช่องขายอีคอมเมิร์ซ
อัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ เปิดเผยว่าคิง เพาเวอร์ จะดำเนินธุรกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ “King Power of Possibilities” โดยไม่จำกัดตำแหน่งทางการตลาด (Position) แค่การทำธุรกิจสินค้าปลอดภาษี (Duty Free) อีกต่อไป พร้อมปรับโครงสร้างใหม่องค์กรธุรกิจใน 8 กลุ่มหลัก คือTravel Retail, Retail, Dining, Hospitality, Consumer Products, Travel Experiences, Sports และ CSR
“จากการดำเนินธุรกิจด้านธุรกิจทราเวิล ที่พึ่งพารายได้หลักจากนักท่องเที่ยว แต่เมื่อโควิดเข้ามาได้ส่งผลกระทบยังบริษัทฯ ทำให้บริษัทได้ปรับตัวธุรกิจครั้งใหญ่ โดยตั้งแต่ปี2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยวบริษัทได้ความร่วมมือจากพนักงานกว่า 12,000 คน ขายสินค้าช่องทางออนไลน์ที่เติบโตกว่า 1,100% พร้อมฐานลูกค้าขยายตัว 100% และช่วยให้บริษัทมียอดขายเข้ามา เพื่อฝ่าวิกฤตโควิดในช่วงที่ผ่านมา” อัยยวัฒน์ กล่าว
ขณะที่ในปี2566 นี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดจะมีนักเดินทางมายังไทยราว 25-30 ล้านราย ถือเป็นโอกาสภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัว โดย คิง เพาเวอร์ เตรียมใช้งบลงทุนกว่า 2,000 ล้านบาท ปรับปรุงโฉมใหม่ (Renovate) พื้นที่จำหน่ายสินค้าดิวตี ฟรี และปรับปรุงตกแต่งร้านค้าสนามบินสุวรรณภูมิ ในอาคารเทียบเครื่องบินรอหลังที่ 1 มีขนาดพื้นที่ 7,000 ตร.ม. แบ่งเป็นพื้นที่ดิวตีฟรี 3,000 ตร.ม. และพื้นที่พาณิชย์ 4,000 ตร.ม. คาดแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2566 นี้
ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะมียอดขายดิวตีฟรี คืนกลับมาได้ไม่ต่ำกว่า 80% เทียบกับยอดขายรวมในปี 2562 ก่อนสถานการณ์โควิดแพร่ระบาด และจากการปรับภูมิทัศน์ภายใต้แนวคิด Duty Free World Class Shopping Destination ยังจะยกระดับสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางการบินระดับภูมิภาค ที่เป็นแฟล็กชิปสโตร์ของแบรนด์เนมระดับโลก พร้อมกันด้วย
นอกจากนี้ คิงเพาเวอร์ ยังให้บริการใหม่รองรับนักเดินทางในสนามบิน คือ KING POWER CLICK & COLLECT ผ่านระบบออนไลน์ ช้อปดิวตี้ฟรีออนไลน์ 24 ชม. ผ่านการพัฒนา kingpower.com โดยลูกค้าสามารถเลือกรับของที่สนามบินได้ทั้งขาเข้าและขาออก
สำหรับบริการดังกล่าว ยังได้พัฒนาพร้อมต่อยอดสู่ Seamless Customer Journey พร้อมสินค้าไม่ปลอดภาษี (Non-Duty free) ได้แก่ กลุ่มสินค้าเพื่อการท่องเที่ยว, กลุ่มสินค้าเครื่องใช้ในบ้าน ซึ่งเพิ่มเติมจากช่องทาง FIRSTER.COM มีเพียงสินค้าในกลุ่มความงาม และไลฟ์สไตล์เท่านั้น ปัจจุบัน KINGPOWER.COM มีสินค้าบนแพลตฟอร์มรวมกว่า 250,000 รายการ
“จากแผนดังกล่าว คิงเพาเวอร์วางเป้าหมายภายในปี 2568 มียอดขายจากช่องทางออนไลน์สัดส่วน 30% ของรายได้รวมของกลุ่ม จากปัจจุบันมีสัดส่วนอยู่ที่ 10% พร้อมวางแผนลงทุนในปี 2567 บริษัทฯเตรียมทำโครงการค้าปลีกใหม่มีขนาดพื้นที่ 1หมื่นตารางเมตร” อัยยวัฒน์ กล่าว
สำหรับผลประกอบการของกลุ่มคิง เพาเวอร์ ในประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 บริษัทฯ ได้แก่
1.บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด
ปี 2562 รายได้รวม 6,732 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,343 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้รวม 2,604 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,463 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้รวม 282 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 42 ล้านบาท
2.บริษัท คิง เพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด
ปี 2562 รายได้รวม 38,554 ล้านบาท กำไรสุทธิ 756 ล้านบาท
ปี 2563 รายได้รวม 8,119 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 1,833 ล้านบาท
ปี 2564 รายได้รวม 1,608 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 2,814 ล้านบาท