กฟผ.เฝ้าระวังเขื่อนที่เสี่ยงน้ำน้อย หลังปีนี้ปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ ทุกเขื่อนมีน้ำรวมกัน 48% ขยับแผนกักเก็บและระบายน้ำให้พอต่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศจนถึงปีหน้า
นายจรัญ คำเงิน รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาพอากาศของประเทศไทยได้เข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ส่งผลให้มีฝนตกน้อยกว่าปกติ จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการน้ำและโรงไฟฟ้า ให้เหมาะสม เนื่องจากปริมาณฝนสะสมน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา
ขณะที่สภาวะเอลนีโญจะอยู่ต่อเนื่องไปจนถึงต้นปี 2567 และทวีความรุนแรงมากขึ้น จึงจำเป็นต้องวางแผนบริหารจัดการน้ำในระยะ 2 ปี และเตรียมแผนการจัดการน้ำระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว รองรับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต
ด้านสถานการณ์น้ำของเขื่อน กฟผ. ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2566 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 12 แห่ง รวม 29,720 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 48 % ของความจุ เป็นปริมาณใช้งานได้ 8,027 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็น 21% ของความจุใช้งาน ซึ่งน้อยกว่าปีที่แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน 3,006 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้แม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงฤดูฝนมาแล้วกว่า 1 เดือน แต่ยังคงมีปริมาณน้ำเติมลงอ่างเก็บน้ำเพียงเล็กน้อย คาดว่าอิทธิพลเอลนีโญจะส่งผลกระทบให้น้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำปริมาณน้อย โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง จากการประเมินสถานการณ์น้ำฝน-น้ำท่าในระบบ ONE MAP พบว่ามีโอกาสที่ปริมาณน้ำจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ย การบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนจึงจำเป็นต้องปรับแผนการระบายน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตาม 12 มาตรการรับมือฤดูฝนของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)
อย่างไรก็ตามกฟผ. ได้จัดเตรียมแผนปฎิบัติการรองรับสถานการณ์น้ำช่วงฤดูฝน ประกอบด้วย 1. ทบทวน ปรับปรุงเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำ โดยเฉพาะเขื่อนที่เสี่ยงต่อการมีปริมาณน้ำน้อย เช่น เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เขื่อนจุฬาภรณ์ และ เขื่อนห้วยกุ่ม จ.ชัยภูมิ
2.เตรียมความพร้อม ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำโทรมาตรให้พร้อมใช้งาน 3. ตรวจความมั่นคงปลอดภัยคัน ทำนบ พนังกั้นน้ำ 4. เร่งกักเก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำช่วงปลายฤดูฝน 5. สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์แก่ประชาชน
6. ติดตามและประเมินผลโดยยึดแนวทางการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดตามวัตถุประสงค์หลักในการใช้น้ำสำหรับการอุปโภค บริโภค รักษาระบบนิเวศ เกษตร อุตสาหกรรม และกิจกรรมอื่น ๆ ตามลำดับ โดยมีการผลิตไฟฟ้าเป็นผลพลอยได้จากการระบายน้ำตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว
นอกจากนี้ยังได้เตรียมแผนและปรับมาตรการการใช้น้ำของโรงไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับสภาวะเอลนีโญ เช่น การเพิ่มระบบน้ำสำรองจากน้ำบาดาล การจัดหาปั๊มสำหรับสูบถ่ายน้ำ การซ่อมแซมคลองส่ง-รับน้ำ วางแผนการผลิตไฟฟ้าให้สอดรับกับน้ำต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตไฟฟ้า ควบคุมปริมาณการใช้น้ำดิบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นำน้ำที่ใช้แล้วเข้าสู่กระบวนการบำบัดน้ำเสียและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนรณรงค์ประหยัดการใช้น้ำในโรงไฟฟ้าและสำนักงาน ทั้งนี้เพื่อให้การผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าทุกประเภท สามารถผลิตและส่งจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนอย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์