‘สกาย กรุ๊ป’ เชื่อมั่นครึ่งปีหลังธุรกิจ Aviation Tech-Airport Services โตดีด รับอานิสงส์ไฮซีซัน หนุนนักท่องเที่ยวเข้าประเทศแตะ 27 ล้านคน
สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ สกาย กรุ๊ป (SKY Group) เปิดเผยว่าแผนธุรกิจในช่วงครึ่งหลังปี 2566 สกาย กรุ๊ป ยังคงมองหาโอกาสในการขยายธุรกิจในด้าน Aviation Tech และ Tech Ecosystem ที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญ อาทิ เทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ แพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อสร้างความแข็งแกร่งมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับที่ผ่านมา
โดยบริษัท ได้เข้าไปลงทุนในบริษัทย่อยและบริษัทอื่นที่มีศักยภาพ ซึ่งจะช่วยให้สร้างการเติบโตให้กับผลการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ เพื่อรองรับแนวโน้มอุตสาหกรรมการเดินทางท่องเที่ยวที่จะยังเติบโตต่อเนื่อง สอดคล้องข้อมูลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่า ใน 6 เดือนแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ 12.87 ล้านคน เพิ่มมากขึ้นกว่า 5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
พร้อมคาดการณ์ว่าตลอดทั้งปีจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 27.39 ล้านคน หรือเพิ่มอีก 14 ล้านคนในช่วงครึ่งปีหลัง
“สกาย กรุ๊ป มองว่า สถานการณ์ครึ่งหลังปี 2566 ซึ่งเป็นช่วง High Season ของการท่องเที่ยวไทย กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการบิน (Aviation Tech) และบริการภายในสนามบิน (Airport Services) ของบริษัท จะมีแนวโน้มเติบโตตามภาพรวมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวด้วย” สิทธิเดช กล่าว
ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/66 (เม.ย.-มิ.ย. 66) บริษัทสามารถทำรายได้รวม 942 ล้านบาท ส่งผลให้ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2566 (ม.ค.-มิ.ย. 66) บริษัทมีรายได้รวมทั้งสิ้น 1,762 ล้านบาท สร้างการเติบโตคิดเป็น 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือนอยู่ที่ 203 ล้านบาท เติบโตจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาประมาณ 26%
ในช่วง 6 เดือนแรกปี 2566 บริษัทสามารถทำรายได้และกำไรสุทธิเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้า-ออกประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้จากโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับท่าอากาศยาน อาทิ ระบบบริการผู้โดยสารขึ้นเครื่อง (CUPPS) และโครงการการให้บริการระบบตรวจสอบและคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (APPS) ขยายตัวขึ้น
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/66 บริษัทมีงานที่อยู่ระหว่างการรอส่งมอบ (Backlog) อยู่ทั้งสิ้นประมาณ22,700 ล้านบาท คาดว่าจะทยอยรับรู้ภายในปีนี้ประมาณ 2,000 ล้านบาท