ZORT มองตลาดอีคอมเมิร์ซ ปี66 มูลค่า 6.6 แสนล้านบาท จะเหลือ2 แพลตฟอร์มใหญ่คุมเกม ห่วงต้นทุนขาย-คอมมิชชั่นร้านค้าขยับ 5.35%
หลังจากการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2566 กรณี บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด จะยุติการให้บริการในประเทศไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 เป็นต้นไป โดยผู้เกี่ยวข้องในตลาดอีคอมเมิร์ซ ต่างมองในทิศทางเดียวกันว่า จากนี้ไปจะเหลือการแข่งขันแค่2 รายใหญ่ที่อาจจะเข้ามาคุมเกมตลาดอีคอมเมิร์ซไทยมูลค่ารวมกว่า 6 แสนล้านบาท
ปัจจัยหนุนตลาดอีคอมเมิร์ซ 6.6 แสนล.บาทโตปีนี้
สวภพ ท้วมแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซอร์ทเอาท์ จำกัด (ZORT) แพลตฟอร์มบริหารจัดการออเดอร์และ สต๊อกครบวงจร (Seller Management Platform) เปิดเผยว่าในปี 2566 จะเป็นอีกปีที่ดีของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
โดย คาดว่าตลาดจะโตประมาณ 15-20% จากปี 2565 มีมูลค่าการตลาดรวมประมาณ 6.6 แสนล้านบาท โดยการเติบโต มาจากปัจจัยสนับสนุน ดังนี้
1. เทรนด์ Social Commerce ได้รับความนิยมมากขึ้น การแข่งขันของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทั้ง Facebook, LINE, TikTok จะดุเดือดมากยิ่งขึ้น เห็นได้ชัดจากปี 2565 ที่ทุกแพลตฟอร์มพัฒนาฟีเจอร์ให้พร้อมรองรับการทำธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ มากขึ้น ช่วยให้ผู้ค้าสามารถขายสินค้าได้ครบวงจร และผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อสินค้า พร้อมชำระเงินได้แบบไร้รอยต่อภายในแพลตฟอร์มเดียว
จากข้อมูลระบบ ZORT ในปี 2565 พบว่ามีร้านค้าเชื่อมต่อ Social Commerce กับแพลตฟอร์ม TikTok Shop และ LINE SHOPPING เพิ่มขึ้น 30% รวมถึงลูกค้าเดิมมีการขยายช่องทางการขายไปยัง TikTok Shop สัดส่วน13% ของช่องทางการขายทั้งหมด ส่วนขณะที่ลูกค้าเดิมที่มีการขยายช่องทางการขายไปยัง LINE SHOPPING 15 % ของช่องทางการขายทั้งหมด
สะท้อนให้เห็นว่าผู้ประกอบการชาวไทย พร้อมปรับตัวไปยังทุกแพลตฟอร์ม ที่มีกลุ่มผู้บริโภคไปรวมตัวอยู่ที่นั่น
2. พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยหนุนตลาด จากข้อมูลของ ‘วันเดอร์แมน ธอมสัน’ พบว่าไทยเป็นประเทศที่มีสัดส่วนซื้อสินค้าผ่านโซเชียลคอมเมิร์ซสูงที่สุดในโลก คนไทย 95% ระบุว่าชอปปิ้งออนไลน์มีส่วนเข้ามาช่วยเรื่องการใช้ชีวิตในช่วงโควิดในช่วงปี 2564 ทำให้สัดส่วนการชอปออนไลน์ก็มาแรงต่อเนื่องจนแซงหน้าการชอปปิ้งออฟไลน์
โดยรายการชำระเงินผ่านการชอปปิ้งออนไลน์ของ ไทยครองอันดับ 3 ของโลก ด้านการชำระเงินแบบเรียลไทม์ (Real-time Payment) เป็นรองแค่จีนกับอินเดียที่มีประชากรสูงกว่าไทย
3. Short Video Commerce เทรนด์ใหม่ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ เทรนด์การขายที่เปลี่ยนไปในรูปแบบ VDO สั้น สอดรับกับพฤติกรรมการรับสื่อผู้บริโภคที่ให้ความสนใจกับการดูสื่อแบบเคลื่อนไหวในปัจจุบัน
กลยุทธ์การเปลี่ยนคอนเทนต์เป็นยอดขาย หรือ Shoppertainment ที่ผสมผสานการชอปปิ้งเข้ากับความบันเทิง อย่างการโปรโมทสินค้าผ่านคลิปที่กระชับ น่าสนใจ จะช่วยเพิ่มยอดขายและกระตุ้นการซื้อของลูกค้าได้ เช่น การพัฒนาของ TikTok Shop ที่ชูจุดเด่น Short Video Commerce และ Live Commerce ที่ไม่ได้ทำมาเพื่อให้บริการเฉพาะ Short video เพียงอย่างเดียว แต่มีบริการอื่นของ ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ
เช่น การเปิดร้านค้าเข้ามาเสริมด้วย ล่าสุดแพลตฟอร์มอื่น ๆ ก็เริ่มพัฒนาฟีเจอร์ Short VDO มาแข่งขันในตลาด เช่น Reels บน Facebook และ Instagram , Youtube Shorts และ LINE VOOM พร้อมพยายามผลักดันให้มีผู้ใช้งานมากขึ้น
ห่วงสองเรื่องทุบผู้ค้ารายย่อยออนไลน์
สวภพ กล่าวว่าอย่างไรก็ดีในปีนี้ตลาดอีคอมเมิร์ซยังมีความเสี่ยง 2 ด้าน ที่ผู้ค้าควรวางแผนรับมือและปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ดังนี้
1. การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มการเพิ่มค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์ม E-Marketplace
โดยในปี 2565 E- Marketplace เจ้าตลาดได้ปรับค่าธรรมเนียมการขายเพิ่มขึ้น 1% ส่งผลให้ผู้ค้ามีต้นทุนค่าธรรมเนียมการขายและค่าคอมมิชชั่น อยู่ที่ 5.35% ซึ่งในอนาคตก็ยังมีความเสี่ยงที่ค่าธรรมเนียมดังกล่าวจะปรับขึ้นได้อีก
โดยเฉพาะหลังจากที่ JD Central ประกาศถอนตัวจากสงคราม E-Marketplace ในประเทศไทย 2 แพลตฟอร์ม ทำให้เจ้าตลาดที่เคยใช้เงินลงทุนมหาศาลไปกับการสร้างตลาด ก็มีโอกาสที่จะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้คล่องตัวขึ้นเมื่อไร้คู่แข่งอย่าง JD Central
ส่งผลให้ร้านค้าที่มีหน้าร้านบน E-Marketplace ต้องวางแผนหากเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต เพื่อให้สามารถคุมราคาสินค้าได้ดี และไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขาย
2. การฟื้นตัวของตลาดออฟไลน์ กลยุทธ์ Omnichannel จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ปัจจัยนี้น่าจับตาอย่างมีนัยสำคัญ โดยสัญญาณการฟื้นตัวของตลาดกลุ่มนี้เริ่มตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปี 2565 หลังจากการประกาศคลายล็อกของรัฐบาลและการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
ทำให้ผู้บริโภคทั้งในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติออกมาจับจ่ายใช้สอยตามห้างสรรพสินค้าและร้านค้าต่าง ๆ มากขึ้น ดังนั้นผู้ค้าออนไลน์จึงควรปรับตัว ด้วยการเพิ่มช่องทางการขายผ่านออนไลน์และออฟไลน์ควบคู่กันไปอย่างไร้รอยต่อ
ดังนั้นผู้ประกอบการที่วางแผนขยายธุรกิจทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการร้านค้า (Seller Management Platform) เพื่อเสริมการทำธุรกิจให้มีประสิทธิภาพในทุกมิติ ทั้งการวางแผนการตลาด การจัดการหลังร้านออเดอร์และสต๊อก ไปจนถึงการขนส่งสินค้า ฯลฯ
สวภพ กล่าวว่า ZORT ในปี 2565 มีผลดำเนินการเติบโตเกินเป้าหมายมีลูกค้าที่ใช้บริการเพิ่มขึ้น 50% ผ่านอีคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์มที่เชื่อมต่อในระบบ ZORT เพิ่มขึ้นเป็นขึ้นเป็น 49,000 ล้านบาท โตขึ้นราว 62% จากปี 2564 ที่มีประมาณ 30,000 ล้านบาท ส่วนปี 2566 ZORT ตั้งเป้าหมายการเติบโต 100 %
ทั้งนี้จากการเติบโตต่อเนื่อง ZORT ยังวางแผนเตรียมนำธุรกิจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในใน 3-5 ปีนับจากนี้