เซ็นทรัล รีเทล วางตำแหน่ง เวียดนาม เป็น 'คีย์ มาร์เก็ต' ตลาดค้าปลีกระดับภูมิภาค แผน5 ปีลงทุนใหม่อีก 5 หมื่นล้าน ครบ 600 สาขา ดัยรายได้ 1.5 แสนล้านบาท ขึ้นเบอร์หนึ่งสายฟู้ด ออมนิชาแนล
หลังจาก บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ซีอาร์ซี (CRC) ขยายการดำเนินธุรกิจเข้าสู่ประเทศเวียดนามตั้งแต่ ปี 2555 ด้วยกลยุทธ์ที่เซ็นทรัลถนัดผ่านการเข้าซื้อหุ้นธุรกิจท้องถิ่น อย่าง เหงียนคิม ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า และ ซี มาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ต ก่อนเปิดเกมใหญ่อีกครั้งด้วยการเข้าซื้อกิจการบิ๊กซี ในเวียดนามพร้อมเปลี่ยนใช้ชื่อใหม่ของตัวเอง ภายใต้แบรนด์ Go! ที่จากนี้ไป ซีอาร์ซี พร้อมมากต่อการทำตลาดค้าปลีกในเวียดนาม ด้วยแบรนด์ธุรกิจค้าปลีก ต่างๆในมือ
ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC กล่าวว่า ประเทศเวียดนามจะเป็นตลาดหลัก หรือ Key market ตลาดสำคัญในการขยายธุรกิจค้าปลีกระดับภูมิภาค ตามแผนโรดแมป 5 ปี (2566-2670) รองรับแนวโน้มเศรษฐกิจมีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง ด้วยงบลงทุนระยะ5 ปี ในเวียดนามอีกมากกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 150,000 ล้านบาท
และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว ‘ซีอาร์ซี’ จะต้องเพิ่มจำนวนร้านค้าได้ไม่ต่ำ 600 สาขา ครอบคลุมทั้ง 57 จังหวัด จาก 63 จังหวัดทั่วประเทศ จากปัจจุบันมีสาขากว่า 340 สาขา ใน 40 จังหวัดทั่วประเทศ
ทั้งนี้ จากแผนที่วางไว้ ยังจะผลักดันให้ ซีอาร์ ก้าวสู่อันดับ 1 ในธุรกิจฟู้ด (Food) ด้านออมนิ-ชาแนล (Omni-Channel) และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของเวียดนาม ได้ภายในปี 2570
ขณะที่ ผลดำเนินการในปี 2557 ค้าปลีกเวียดนาม สร้างรายได้ให้ ซีอาร์ซี ราว 300 ล้านบาท ส่วนปี 2564 สามารถสร้างรายได้ให้ CRC 38,592 ล้านบาท โดยในช่วงไม่ถึง10 ปี ตลาดเวียดนามกลับทำยอดขายเติบโตเป็น 100 เท่าตัว และยังส่งผลให้ในปี 2565 ค้าปลีกเวียดนาม มีสัดส่วนรายได้คิดเป็น 25% ของพอร์ตฯ รายได้ทั้งหมดของเซ็นทรัล อีกด้วย
จากการเติบโตรายได้หลายเท่าตัวในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมาของการเข้าไปลงทุนค้าปลีกในเวียดนามของ ซีอาร์ซี อาจมีน้ำหนักมากพอที่ทำให้ ค้าปลีกเบอร์หนึ่งของไทย หันไปโฟกัสตลาดที่น่าสนใจอย่างวียดนาม มากขึ้น ด้วยปัจจุบัน ‘เซ็นทรัล’ ยังเป็นค้าปลีกต่างชาติรายใหญ่สุดในเวียดนาม ครองอันดับ 1 ด้านไฮเปอร์มาร์เก็ต และอันดับ 2 ด้านศูนย์การค้าไลฟ์สไตล์
ญนน์ กล่าวว่า "เวียดนามมีความน่าสนใจ ด้วยตลาดโมเดิร์นเทรดของเวียดนามมีสัดส่วนเพียง 5% เมื่อเทียบกับไทยมีสัดส่วนโมเดิร์นเทรดสูงถึง 50% ซึ่งซีอาร์ซี มองว่าตลาดเวียดนามยังมีโอกาสอีกมาก"
ด้าน โอลิวิเยร์ แลงเล็ต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม กล่าวว่า การเติบโตเศรษฐกิจเวียดนามในปี 2566 คาดว่า GDP จะขยายตัว 6.7% ผนวกกับการเพิ่มขึ้นของประชากร และการเติบโตของตลาดโมเดิร์นเทรด เป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายใน3 กลุ่มธุรกิจของซีอาร์ซีในเวียดนาม ได้แก่
1.กลุ่มฟู้ด ประกอบด้วย GO! ไฮเปอร์มาร์เก็ต 38 สาขา, ท็อปส์ มาร์เก็ต 10 สาขา, Mini go! ซูเปอร์มาร์เก็ต รวม 3 สาขา และลานชี มาร์ท รวม 24 สาขา
2.กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ คือ ศูนย์การค้า GO! รวม 39 สาขา
3.กลุ่มนอน-ฟู้ด ได้แก่ เหงียนคิม ซูเปอร์สปอร์ต คุโบ และโรบินส์
สำหรับปี 2566 เซ็นทรัล รีเทล เวียดนาม ได้เตรียมใช้งบลงทุนกว่า 6,000 ล้านบาท เพื่อขยายธุรกิจให้ครอบคลุมทั่วประเทศเวียดนาม ดังนี้
สร้างการเติบโตธุรกิจกลุ่มฟู้ดครอบคลุมทั่วประเทศ
รีแบรนด์และรีโนเวท GO! ไฮเปอร์มาร์เก็ต รวม 10 สาขา พร้อมขยายท็อปส์ มาร์เก็ต และ Mini go! เพิ่มขึ้น 8-10 สาขา เพื่อรองรับผู้บริโภคได้อย่างทั่วถึง ตลอดจนเสริมแกร่งกลุ่มอาหาร Fresh และ Non-Food เพื่อดึงดูดทราฟฟิกผู้บริโภคใหม่ให้เพิ่มมากขึ้น
สร้างความแข็งแกร่งธุรกิจกลุ่มพร็อพเพอร์ตี้
รีโนเวทศูนย์การค้า GO! รวมทั้งสิ้น 10 สาขา ให้มีความทันสมัยมากขึ้น และเตรียมเปิดสาขาใหม่เพิ่มอีกในอนาคต พร้อมทั้งสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าด้วยร้านค้าในศูนย์ฯ ที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
ยกระดับและเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดของเหงียนคิม
รีโนเวทร้านเหงียนคิม รวม 10-12 สาขา และขยายร้านเหงียนคิมอีก 3-5 สาขา ทั้งแบบ Standalone และขยายเข้าไปในศูนย์การค้า GO! เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจร
พัฒนา Loyalty Platform เพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการกว่า 66 ล้านคน
ยกระดับ Loyalty Platform ให้มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะเข้าใจอินไซด์ของลูกค้า และมอบสินค้าและบริการที่ตรงใจ โดยใช้ความเชี่ยวชาญของ The 1 มาช่วยพัฒนาแพลตฟอร์มให้ดีขึ้น