TU ประกาศกลยุทธ์ 3 แกนหลัก มุ่งสู่ปี 2573 ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 2.45 แสนล้านบาท และ EBITDA เพิ่มขึ้น 100% จากประมาณ 14,000 ล้านบาท เป็น 24,500 – 28,000 ล้านบาท ใน 6 ปีข้างหน้า
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า บริษัทฯตั้งเป้ายอดขาย 2.45 แสนล้านบาท (US$7billion) และเพิ่ม EBITDA เป็นสองเท่าภายในปี 2573 ด้วยกลยุทธ์ 3 แกนหลัก ประกอบด้วย
1.เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลัก: ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป อาหารแช่เย็น และอาหารสัตว์ เพื่อสร้างกระแสเงินสดที่จำเป็นสำหรับการขยายธุรกิจไปสู่ธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตใหม่ ๆ
2.สร้างคลื่นลูกใหม่ของการเติบโต: มุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่เติบโตเร็ว เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมทาน และอินกรีเดียนท์ ซึ่งไทยยูเนี่ยนเชื่อว่าจะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตของผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง
3.การเปิดน่านน้ำใหม่: มุ่งเน้นการแสวงหาไอเดียและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และโปรตีนทางเลือก เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของไทยยูเนี่ยนในอนาคต
โดยกลยุทธ์ดังกล่าวจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเร่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ด้วยโอกาสการเติบโตทั้งจากธุรกิจในปัจจุบัน และธุรกิจใหม่ ๆ รวมถึงการควบรวมกิจการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่ความสำเร็จในอีกหกปีข้างหน้า บริษัทฯต้องวางรากฐานที่แข็งแกร่ง โดยจะดำเนินงานผ่าน 2 โปรเจกต์ทรานส์ฟอร์เมชั่น ได้แก่ โปรเจกต์โซนาร์ (Project Sonar) ซึ่งเป็นโครงการทรานส์ฟอร์เมชั่นของกลุ่มบริษัท มุ่งวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว และโปรเจกต์เทลวินด์ (Project Tailwind) ซึ่งมุ่งเน้นที่การเร่งการเติบโตในกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นหลัก
ด้วยการดำเนินโปรเจกต์โซนาร์ บริษัทฯตั้งเป้าที่จะลดต้นทุนเฉลี่ยต่อปีได้ 2,625 ล้านบาท (US$75 million) ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ ประมาณ 40% ของเงินส่วนนี้จะถูกนำกลับมาลงทุนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายธุรกิจต่อไป รวมถึงยกระดับขีดความสามารถทางดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางธุรกิจ และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินหน้าโครงการดิจิทัลทรานส์ฟอร์มเมชั่นอย่างเต็มรูปแบบ
ส่วนโปรเจกต์เทลวินด์ (Tailwind) เป็นแผนการทรานส์ฟอร์มเมชั่นของกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มกำไรจากการดำเนินงาน (Operating Profit) ประมาณ 1,750 ล้านบาท (US$50 million) ต่อปี
สำหรับธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป ซึ่งกุญแจสู่สำเร็จ คือ ความเชี่ยวชาญทางธุรกิจและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งต่อตลาด รู้ลึก รู้จริงถึงความต้องการของลูกค้า ควบคู่กับการสร้างขีดความสามารถใหม่ ๆ เพิ่มประสิทธิภาพด้านการจัดซื้อและกระบวนการผลิต
ในขณะที่โปรเจกต์เทลวินด์จะมุ่งเน้นไปที่การเร่งขับเคลื่อนการเติบโตจากการเพิ่มขีดความสามารถของธุรกิจในปัจจุบัน บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จะมุ่งสร้างการเติบโตจากการควบรวมกิจการ โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มรายได้สามเท่าอยู่ที่ประมาณ 52,500 ล้านบาท (US$1.5 billion) ภายในปี 2573
สำหรับเงินลงทุนในการขยายธุรกิจเพื่อให้ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้ บริษัทฯวางงยลงทุนไว้ที่ 5,000 ล้านบาท/ปี โดยจะมาจากการดำเนินธุรกิจโปรเจกต์โซนาร์ และมาจากการดำเนินธุรกิจปกติ
ธีรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงภาพรวมธุรกิจปี 2568 มั่นใจว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีเมื่อเทียบกับปีนี้ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยลดลงและมีแนวโน้มจะลดลงอย่างต่อเนื่อง และถึงแม้ปัจจุบันจะมีสถานการณ์ที่ยังไม่สู้ดีมากนักแต่บริษัทฯก็ไม่มีความกังวลเนื่องจากมีการปรับตัวและลดค่าใช้จ่ายลงบ้างแล้ว ด้านสถานการณ์สงครามการค้าสหรัฐกับจีนก็ไม่กระทบมากนักเนื่องจากมีโรงงานผลิตสินค้าอยู่ที่สหรัฐฯด้วย