SET เข้าขั้นวิกฤต!! ผลตอบแทนแย่สุดในโลก

SET เข้าขั้นวิกฤต!! ผลตอบแทนแย่สุดในโลก
ตลาดหุ้นไทย ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลก นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดกังวลความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้ารอบใหม่ ”ทรัมป์“ เตรียมเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10-20%

บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (บล.กสิกรไทย) เปิดเผยว่า SET กลายเป็นตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดในโลกตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา ดัชนี SET ปรับตัวลดลงอีก 8.4% ในเดือนก.พ. ส่งผลให้รวมแล้วมีการปรับตัวลง YTD ถึง 14.0% เนื่องจากตลาดกังวลความเสี่ยงเรื่องสงครามการค้ารอบใหม่ หลังจากที่ทรัมป์ขู่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดา และจีน นอกจากนี้ ยังมีการประกาศแผนเตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 10-20% ก่อนที่จะปรับมาเป็นการใช้มาตรการเก็บภาษีแบบตอบโต้ซึ่งมีกำหนดบังคับใช้ช่วงต้นเดือนเม.ย.

ทั้งนี้ตลอดเดือนที่ผ่านมา กลุ่มที่ปรับตัวลงแรงที่สุด ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ขนส่ง และก่อสร้าง ซึ่งได้รับแรงกดดันจาก DELTA, AOT และ STECON โดย DELTA ร่วงลงแรงจากกำไรที่ต่ำกว่าคาด และแรงขายจากความกังวลที่อาจมีการใช้มาตรการ Capped Weight เพื่อลดอิทธิพลของหุ้น ขณะที่ AOT ปรับตัวลงจากความกังวลเกี่ยวกับลูกหนี้การค้าที่เพิ่มขึ้นมาก ส่วน STECON ลดลงจากการรายงานผลขาดทุนสุทธิ 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มท่องเที่ยวและประกันปรับตัวขึ้นดีกว่าตลาด โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งและการเก็งกำไรในประเด็นการเร่งซื้อประกันก่อนการใช้ระบบจ่ายร่วมหรือ Copayment

การขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้ายังคงเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเปิดเจรจา

มองไปข้างหน้า มั่นใจว่าสภาวะตลาดโดยรวมยังคงผันผวนในเดือนมี.ค. แต่ประเมินว่าดัชนี SET มีโอกาสฟื้นตัว หลังจากปรับตัวลงแรงท่ามกลางแรงกดดันเชิงลบหลายด้านตั้งแต่ต้นปีมา ทั้งนี้เริ่มเห็นปัจจัยบวกที่อาจช่วยหนุนการฟื้นตัวของตลาด แม้ว่าทรัมป์ยังคงขู่ปรับขึ้นภาษีนำเข้าจากหลายประเทศ แต่ท่าทีดังกล่าวดูเหมือนเป็นกลยุทธ์เพื่อให้มีการเปิดเจรจา ซึ่งหากไม่มีการปรับขึ้นภาษีจริงและมีการเปิดการเจรจาอาจช่วยลดความตึงเครียดทางการค้าและสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด

นอกจากนี้ ทางกระทรวงการคลัง และตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังพิจารณามาตรการกระตุ้นความเชื่อมั่นของตลาดทั้งระยะสั้นและยาว เช่น การชะลอแรงขายไถ่ถอนเงินจากกองทุน LTF ผ่านโครงการ Thai-ESG2 และ Jump+ ซึ่งอาจช่วยเพิ่มกำไรรวมของตลาดใน ปี FY2569 ประมาณ 3.4 หมื่นลบ. หรือคิดเป็น upside ต่อประมาณการราว 3%

โดยบล.กสิกรไทย ยังคงมุมมองระมัดระวังในการลงทุน แต่มองเห็นโอกาสในการเริ่มสะสม พร้อมคงเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2568 ที่ 1,520 จุด โดยอิงจากประมาณการ EPS ของตลาดที่ 95 บาท และ PER เฉลี่ยระยะยาวที่ 16 เท่า อย่างไรก็ตาม คาดเห็นความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการ EPS ของเราราว 1-2% หลังจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯในไตรมาส 4/2567 ออกมาอ่อนแอต่ำคาด ส่งผลให้ยังคงมีมุมมองระมัดระวังต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เนื่องจากความเสี่ยงจากนโยบายการค้าและภาษีจากทางสหรัฐฯ 

อย่างไรก็ดี เชื่อว่าดัชนี SET อาจมีโอกาสฟื้นตัวได้ หลังจากปรับตัวลงแรงไปแล้วกว่า 14% YTD โดยมองระดับดัชนี SET ในช่วง 1,180-1,220 ซึ่งคิดเป็น PER ที่ 12.6 เท่า (-1SD จากค่าเฉลี่ยระยะยาว) เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับการเริ่มทยอยซื้อสะสมหุ้น ทั้งนี้แนะนำ TIDLOR, BDMS, CPN, CPALL และ OR เป็นหุ้นเด่นสำหรับการลงทุนในพอร์ตเดือนมี.ค.

TAGS: #ตลาดหุ้นไทย #SET #โดนัลด์ทรัมป์ #ภาษี #หุ้น