พนง.ออฟฟิศ 42.7% รู้ตัวมีปัญหาสุขภาพจิต แต่ฝืนไปทำงาน เหตุ งานเร่ง-คิดว่ายังไหว

พนง.ออฟฟิศ 42.7% รู้ตัวมีปัญหาสุขภาพจิต แต่ฝืนไปทำงาน เหตุ งานเร่ง-คิดว่ายังไหว
สสส. สานพลัง คณะจิตวิทยา จุฬาฯ เปิดรับสมัครองค์กรเข้าร่วมคัดเลือกเป็น “สุดยอดองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต” มุ่งขยายผลต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีสังคมแรงงาน

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2567 ที่ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันวิชาการเพื่อความยั่งยืนทางสุขภาพจิต (TIMS) จัดงานแถลงข่าวเปิดรับสมัครองค์กรเพื่อเข้าร่วมคัดเลือกสุดยอดองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต (Thai Mind Awards) ภายใต้โครงการพัฒนากลไกวิชาการสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านสร้างเสริมสุขภาพจิต โดยเปิดรับทั้งองค์กรขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ จากภาครัฐและเอกชนที่มีการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีให้แก่พนักงาน

โดย ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. ดำเนินการด้านสร้างเสริมสุขภาพจิตมุ่งเป้าหมายให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี สอดคล้องกับแผนพัฒนาสุขภาพจิตแห่งชาติ ฉบับที่ 1 มุ่งเน้นการสร้างเสริมและป้องกันปัญหาสุขภาพจิตทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงาน จากข้อมูลสายด่วนสุขภาพจิต 1323 เมื่อเดือน มิ.ย. 2567 พบวัยแรงงานอายุ 20-59 ปี ขอรับบริการเรื่องความเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการทำงาน สูงอันดับ 1 รวมกว่า 6,337 สาย จากทั้งหมด 8,528 สาย สะท้อนความต้องการวิธีจัดการกับปัญหาสุขภาพจิต”

“สสส. จึงร่วมกับ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมการคัดเลือกสุดยอดองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต เพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เป็นเชิงบวก ทั้งด้านการงาน และด้านจิตใจของบุคลากร นำไปสู่การยกระดับเป็นต้นแบบองค์กรชั้นนำด้านการส่งเสริมสุขภาพจิตของประเทศ ขยายผลปรับใช้เพื่อพัฒนาสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตให้แก่พนักงานองค์กรอื่น ๆ ต่อไป “สุขภาวะทางจิตเป็นเรื่องของทุกคนต้องร่วมมือกัน ขอเชิญชวนองค์กรที่สนใจสมัครเข้าร่วมประกวดคัดเลือกเป็นสุดยอดองค์กรสร้างเสริมสุขภาวะทางจิต (Thai Mind Awards)” รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ดร.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน TIMS กล่าวว่า การสำรวจสุขภาวะของคนทำงาน และปัจจัยสำคัญในการสร้างเสริมสุขภาวะในองค์กร ปี 2566 พบพนักงานมีปัญหาสุขภาพจิต 42.7% ในจำนวนนี้มีภาวการณ์ฝืนทำงานแม้มีปัญหาสุขภาพจิต 27.5% ส่วนใหญ่เกิดจาก 5 สาเหตุ

  1. คิดว่าไม่มีใครทำงานแทนได้
  2. มีงานด่วน
  3. กลัวผลกระทบกับผลการประเมิน
  4. ความจำเป็นด้านการเงิน
  5. รู้สึกว่ายังทำไหวไม่จำเป็นต้องหยุดทำงาน

ที่สำคัญพบว่า พนักงานต้องการนโยบายการส่งเสริมสุขภาวะทางจิตที่ดีในการทำงาน 6 เรื่อง

  1. เพิ่มสวัสดิการด้านการรักษาสุขภาพกายและใจ (41.7%)
  2. อบรมให้ความรู้และจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพกายและจิตใจ (16.7%)
  3. เพิ่มสวัสดิการการลา (13.1%)
  4. ส่งเสริมการพูดคุยสื่อสารและรับฟังปัญหา (11.3%)
  5. สร้างบรรยากาศและวัฒนธรรมที่ดีในองค์กร (10.1%)  
  6. เพิ่มสวัสดิการทางการเงิน (ค่าตอบแทน อาหาร โบนัส) (6%)

ผศ.ดร.ประพิมพา จรัลรัตนกุล รองคณบดีคณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผู้รับผิดชอบโครงการ Thai Mind Awards กล่าวว่า การดูแลพนักงานที่ดี ไม่เพียงเฉพาะแค่สิ่งแวดล้อมทางด้านกายภาพ (Physical environment) เพียงอย่างเดียว จำเป็นต้องดูแลสิ่งแวดล้อมทางด้านจิตใจ (Psychological environment) ของพนักงานควบคู่ไปด้วย สิ่งสำคัญของการเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตที่ดี ต้องครอบคลุมมิติทั้ง 5 ด้าน ที่เรียกว่า “GRACE” ประกอบไปด้วย

  • G : Growth & Development การสนับสนุนด้านการเติบโตและพัฒนาการ
  • R : Recognition การแสดงออกและการรับรู้ความสามารถและความสำเร็จ
  • A : All for inclusion การให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วม
  • C : Care for health & safety การดูแลด้านสุขภาพและความปลอดภัย
  • E : work-life Enrichment การมีนโยบายด้านความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน เพื่อสร้างความมั่นใจ ความรู้สึกถึงความสำเร็จ พนักงานรู้สึกว่าสามารถเติบโตได้ ถือเป็นแนวทางการพัฒนาที่เสริมสร้างสุขภาวะทางจิตที่ดีให้แก่พนักงานได้
TAGS: #สุขภาพจิต