5 เทรนด์นวัตกรรมปี 2023 รวยแน่ถ้ากล้าใช้ก่อนใคร

5 เทรนด์นวัตกรรมปี 2023 รวยแน่ถ้ากล้าใช้ก่อนใคร
เทรนด์นวัตกรรมสุดล้ำในปี 2023 ที่จะเข้ามาพลิกรูปแบบการทำงานของธุรกิจและผู้คน พร้อมให้ผลตอบแทนมหาศาลถ้ากล้าใช้

เทรนด์นวัตกรรม2023

วีซอฟต์ดิจิทัล เปิดเทรนด์นวัตกรรมปี 2023 ที่จะเข้ามาสร้างความประหลาดใจต่อไอเดียที่กำลังมาแรง และพร้อมจะตอบแทนอย่างมหาศาล ให้กับผู้ที่กล้าพอจะนำไปใช้ตั้งแต่เนิ่นๆ 

ตั้งแต่สิ่งที่พวกเราคุ้นเคยมากขึ้น อย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไปจนถึงความล้ำหน้าของ โปรเซสเซอร์ Zero Trust และ Neuromorphic  (ระบบคอมพิวเตอร์แบบใหม่ที่เลียนแบบการทำงานของสมองจริง) 

เรามาดูกันว่า ความล้ำของนวัตกรรม ที่จะเข้ามามีอิทธิพลต่อภาพรวมธุรกิจในปี 2023 มีอะไรกันบ้าง ? 

Metaverse ถูกยอมรับมากขึ้น

จุดเริ่มต้นของ Metaverse  มาจากหนังสือไซไฟ แนวดิสโทเปีย (Dystopia; โลกไม่พึงประสงค์ตรงกันข้ามกับ Utopia) ที่มีอายุราวๆ 30 ปี ชื่อ Snow Crash แต่งโดย Neal Stephenson ถูกตีพิมพ์ในปี 1992 ในหนังสือเล่มนี้ได้บัญญัติคำว่า 'metaverse' ใน Snow Crash ตัวละครหลักใช้เมตาเวิร์สเพื่อหลีกหนีจากความเป็นจริงแบบดิสโทเปีย

ปัจจุบัน metaverse หมายถึงโลกเสมือนจริงที่ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ บริการ และอวาตาร์เสมือนจริง metaverse ถูกมองว่าเป็นขั้นตอนต่อไปของอินเทอร์เน็ต

ขณะที่ แนวคิดของเมตาเวิร์ส นั้นมีมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ไม่นานมานี้มันกลายเป็นที่นิยมในหมู่นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ เนื่องจากช่วยให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้สมจริงยิ่งขึ้นผ่านกราฟิก 3 มิติแบบเรียลไทม์และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)

Metaverse กระทบเศรษฐกิจยังไง?  

ในโลก metaverse นั้น มีเศรษฐกิจที่เปิดกว้างและมีความยุติธรรม ด้วยไม่ว่าใครก็ตามสามารถโอนสินทรัพย์และบริการในโลกแห่งความเป็นจริงได้ บนแบบจำลองที่เป็นนวัตกรรมพร้อมกระบวนการบล็อกเชนที่ทำงานร่วมกันได้ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสร้างรายได้ในโลกเสมือนจริงของ metaverse ด้วยระบบที่ยุติธรรมในตลาด(โลก)แห่งการใช้ชีวิตที่สองของผู้คน 

แล้วความปลอดภัยทางไซเบอร์ล่ะ ? 

อันที่จริง metaverse นับเป็นแพลตฟอร์มสุดเจ๋ง แต่ก็มีคำถามว่ามันจะเป็นเครื่องมือที่สามารถนำผู้คนมารวมกันไว้ได้หรือไม่?

ด้วยศักยภาพอันเหลือเชื่อของ metaverse ในการสร้างโลกที่เชื่อมต่อกันมากขึ้น แต่ด้วยโลกและชีวิตเสมือนจริงเต็มรูปแบบ ยิ่งทำให้ความต้องการความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล เพิ่มมากขึ้น

การระเบิดแคมเบรียน ครั้งใหญ่ของ AI 

ว่ากันว่า “การระเบิดของแคมเบรียน”  (Cambrian Explosion) ของโปรเซสเซอร์ AI (Artificial Intelligence ;ปัญญาประดิษฐ์) มาถึงแล้ว!! 

ต้องย้อนประวัติศาสตร์โลกไปกว่า 542 ล้านปีก่อน ในยุคที่เรียกว่าแคมเบรียน มีเหตุการณ์ระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่า แคมเบรียน เอ็กซโพลชัน โดยสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนกลุ่มแรกและมีความสำคัญเกือบทั้งหมดที่เรารู้จักในปัจจุบัน มาจากจากการระเบิดขึ้นในครั้งนี้

หากเปรียบเทียบการระเบิดของ Cambrian ของโปรเซสเซอร์ AI นั้นน่าทึ่งมาก ด้วยในขณะนี้กำลังเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วกว่ามาก โดยในปี 2017  เจนเซน ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอของ NVIDIA ได้เคยทำนายเอาไว้ถึงการระเบิดแคมเบรียนที่มีต่อการพัฒนาของ AI  

ในปีที่ผ่านมา ผู้ผลิตโปรเซสเซอร์บางรายได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สามารถประมวลผลทั้งข้อมูลเสียงและวิดีโอควบคู่ไปกับการมองเห็นของคอมพิวเตอร์และการประมวลผลภาพ 

สิ่งนี้ ทำให้แอปพลิเคชันใหม่ อย่างการช่วยการทำงานในบ้าน ให้สามารถสั่งการผ่านเสียง การจดจำผู้คน วัตถุ ฉาก ลำโพงอัจฉริยะ การดูสภาพแวดล้อมต่างๆเมื่อเวลาผ่านไป ในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนรถยนต์ไร้คนขับที่สามารถขับได้เองในเวลากลางคืนโดยไม่ต้องเปิดไฟหน้า 

อย่างไรก็ตาม ผู้ผลิตโปรเซสเซอร์หลายราย ยังคงมุ่งเน้นไปที่อัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร ซึ่งอาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงได้ในไม่ช้า ทันทีที่พวกเขาได้ประโยชน์จากพลังการประมวลผลรูปแบบใหม่นี้ โดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมและอัลกอริทึมอื่นๆ เข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ เช่น การจดจำเสียง หรือ การจดจำภาพวัตถุต่างๆ  

ชิปประมวลผล Neuromorphic

Neuromorphic (นิวโรมอร์ฟิก)  อาจเป็นระบบชิปประมวลผลที่แตกต่างไปจากโปรเซสเซอร์อื่นๆโดยสิ้นเชิง ด้วยสิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ ยังเป็นแนวคิดเชิงนามธรรมเท่านั้น 

ขณะที่ การประมวลผลแบบนิวโรมอร์ฟิก คือ คำตอบสำหรับโปรเซสเซอร์ชิปที่ทำงานหนัก อย่างการเป็นขุมพลังให้กับยานพาหนะขับเคลื่อนอัตโนมัติ ฯลฯ 

ในทางกลับกัน การประมวลผลแบบนิวโรมอร์ฟิค มีการทำงานเหมือนกับสมองของมนุษย์ ระบบประสาท และเครือข่ายประสาท โดยที่เซลล์ประสาทอิเล็กทรอนิกส์กระตุ้นเซลล์ประสาทอื่นๆ

ทั้งนี้ โปรเซสเซอร์นิวโรมอร์ฟิก อาจจบลงด้วยการเป็นเทรนด์เทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ในขั้นต่อไป ซึ่งเป็นการก้าวกระโดดจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ที่แม้ว่าจะมีความล้ำหน้าที่สุดก็ตาม

“เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิมที่สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรมเซมิคอนดักเตอร์รุ่นเก่า

ที่ถูกตีด้วยกำแพงแห่งดิจิทัล ภายในปี 2025”

- การ์ตเนอร์

สงครามแย่งชิง ‘ทาเลนต์’ ทวีความรุนแรง

อุตสาหกรรมไอที อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มสมัยใหม่เข้ามาดิสรัปต์รูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิม ซึ่งจะนำไปสู่ความเร่งด่วนในอุตสาหกรรมการจัดหางานและการเพิ่มขึ้นของงานในภาคอุตสาหกกรรมไอที

รายงานล่าสุดของ McKinsey ระบุในแต่ละปี บริษัทต่างๆ ทั่วโลกจะใช้เม็ดเงินราว 10% ของรายได้ ในการค้นหา พัฒนา และรักษาผู้มีความสามารถ (Talent) ระดับสูงไว้

ขณะเดียวกัน องค์กรต่างๆยังมองหาการแข่งขันเพิ่มขึ้นในการรักษาผู้นำหลักรวมถึงพนักงานที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีที่ซับซ้อน ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่และมีความก้าวหน้า อย่างรวดเร็ว

เตรียมพร้อมกระจายอำนาจทางการเงิน

Decentralized Finance (DeFi) เป็นคำที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ย่อมาจาก Decentralized Financial Infrastructure แพลตฟอร์มกระจายอำนาจทางการเงิน ในการให้กู้ยืมแบบ peer-to-peer และอาจจะเข้ามาดิสรัปต์ระบบธนาคารแบบดั้งเดิมโดยสิ้นเชิง และนำผู้คนเข้าใกล้โลกที่ธนาคารไม่รับทำธุรกรรมทางการเงิน อีกต่อไป

ถือเป็นยุคใหม่ของการเงิน โดยอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการอัปเกรดพื้นฐานสำหรับโปรโตคอลและโครงสร้างพื้นฐาน

ขณะที่สถาบันต่างๆ ได้เริ่มอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล และกำลังสำรวจวิธีการเข้าร่วมใน DeFi และนำมาใช้โดยสถาบันแบบดั้งเดิม ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาและการเติบโตของอุตสาหกรรม

ความปลอดภัยทางไซเบอร์  Zero Trust

สถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติ (NIST) ในฐานะหน่วยงานที่พัฒนามาตรฐานสำหรับการทดสอบ การสอบเทียบ และการวัด ได้สร้างเฟรมเวิร์กใหม่ สำหรับการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายและระบบข้อมูลที่เรียกว่าเฟรมเวิร์กความปลอดภัยซีโร ทรัสต์

สำหรับโมเดล Zero Trust ถูกขับเคลื่อนมาจากมาตรการรักษาความปลอดภัยแบบเดิมๆ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ผู้ใช้ สินทรัพย์ และทรัพยากร โดยในรุ่นนี้ไม่มีไฟร์วอลล์ หรือ อุปกรณ์รักษาความปลอดภัยแบบดั้งเดิมอื่นๆ ข้อมูลทั้งหมดจะไหลผ่านสถาปัตยกรรมไคลเอ็นต์/เซิร์ฟเวอร์ที่ปลอดภัย แทนที่จะอิงตามจุดโจมตีภายนอก

โมเดลนี้ เน้นที่การปกป้องระบบภายในจากตัวมันเอง โดยผู้ใช้และทรัพย์สินแต่ละรายจะได้รับการตรวจสอบและรับรองความถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่จะได้เห็นในอีก2-3 ปีข้างหน้านี้

ข้อมูลของ Microsoft ระบุ 3หลักการสำคัญของ Zero Trust ดังนี้  

  1. ตรวจสอบอย่างชัดเจน
  2. ใช้สิทธิพิเศษน้อยที่สุดในการเข้าถึง
  3. ถือว่าทุกอย่างเป็นการละเมิด

โดยในปี 2023 ผู้นำและผู้บริหารเทคโนโลยีต่างๆ (CIOs) ยังได้วางแผนโรดแมปเทคโนโลยีของตน โดยพิจารณาเทรนด์ ดังกล่าวหนึ่งนวัตกรรมหรือทั้งหมดต่อไปนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน

TAGS: #เทรนด์ #นวัตกรรม #Metaverse #Neuromorphic