"เฉลิมชัย" ลั่น ประเทศไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ หลังสถานการณ์รัฐบาลโดนรุมเร้า บอกเลิกคิดได้แล้ว ปชป.พรรคสำรอง ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านคุยตั้งคนนั่งกมธ.งบ 68 แล้ว
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เป็นการทำพื้นที่ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งและจนถึงตอนนี้ได้ลงไปพูดคุยกับประชาชนและผู้นำศาสนา รวมถึงอีกหลากหลายกลุ่ม พร้อมยืนยันคำเดิมว่า มั่นใจว่าจะได้คะแนนเสียงมากกว่าโพลที่ออกมา
ส่วนเป็นการลงพื้นที่ที่มั่นใจก่อนหรือไม่นั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่าตนก็จะไปทุกพื้นที่ แต่เริ่มลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดสงขลาก่อน หลังจากนี้ก็จะไปจังหวัดอื่นๆรวมไปถึงภาคกลางภาคอีสานและภาคเหนือด้วย
สำหรับสถานการณ์การเมืองตอนนี้หลังจากที่นายกรัฐมนตรีถูกร้องเรียนให้ศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนออกจากตำแหน่งนั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ต้องรอคำพิพากษาจากศาลรัฐธรรมนูญ ว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร อย่าไปคาดเดาล่วงหน้า ถ้าสมมุติว่า เป็นไปในทางร้ายก็คงจะมีการพูดคุยกันใหม่ในรัฐบาล เพราะประเทศไทยยังไงต้องมีรัฐบาลต้องมีนายกฯมาบริหารถ้าในทางที่ดีก็คงจะอยู่ที่ผู้บริหาร
ส่วนกรณีของนายทักษิณ ชินวัตรที่ถูกอัยการสูงสุดสั่งฟ้องในคดี 112 นั้น ก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมไม่มีอะไรแปลก ส่วนจะเป็นบรรทัดฐาน การดำเนินคดี 112 สำหรับบุคคลอื่นด้วยหรือไม่นั้น นายเฉลิมชัยกล่าวว่า นายทักษิณถูกสั่งฟ้องจากอัยการสูงสุดก่อนที่จะเดินทางเข้าประเทศ ซึ่งโดยธรรมเนียมปฏิบัติ และวิธีการต่างๆ ตนคาดการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นว่าอัยการสูงสุดจะต้องสั่งฟ้อง คงจะไม่คิดคำวินิจฉัย ของอัยการสูงสุดท่านก่อนหน้า เพราะด้วยเป็นเรื่องของหลักกฎหมาย แต่ผลจะเป็นอย่างไรก็อยู่ที่ศาลวินิจฉัย
ส่วนสถานการณ์ตอนนี้จะมีปัจจัยอะไรที่จะต้องเปลี่ยนรัฐบาลหรือ จะมีการจับขั้วจับมือกันใหม่หรือไม่นั้น นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ประเทศไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ใน แต่ตนอยากฝากไปบอกนักวิเคราะห์ข่าวทั้งหลายว่าให้เลิกคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคสำรองได้แล้ว การที่เป็นพรรคการเมืองจะต้องพร้อมทั้งการเป็นรัฐบาลและเป็นพรรคฝ่ายค้านไม่มีพรรคไหนที่ประกาศออกมาแล้วจะต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียวหรือตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฝ่ายค้านอย่างเดียว
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคก้าวไกลกับพรรคประชาธิปัตย์ยังคงทำงานร่วมกันอยู่ ส่วนการทำงานอื่นๆก็ขึ้นอยู่กับอุดมการณ์ส่วนไหนที่ไปด้วยกันได้เราก็ทำงานร่วมกันได้ส่วนไหนที่ไปด้วยกันไม่ได้เราก็ทำงานร่วมกันไม่ได้
ขณะที่พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 ที่จะพิจารณาในสมัยประชุมวิสามัญนั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านก็ได้มีการพูดคุยกันแล้ว ในส่วนของคนที่จะไปเป็นกรรมาธิการงบประมาณก็จะต้องมีหน้าที่อยู่ประชุมตลอดจะต้องไม่ติดภารกิจ และจะต้องมีความรู้และมีเวลาจริงๆ