คอลัมน์ 'Growth and Sustainability' โดย 'วิฑูรย์ สิมะโชคดี'
“การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development) จะมี 4 มิติสำคัญคือ
(1) การพัฒนาเพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่บริโภคทรัพยากรแบบทำลายล้าง หรือใช้ ฟุ่มเฟือยจนเกินขอบเขต
(2) การสร้างโอกาสในการพัฒนาที่เปิดกว้างอย่างเสมอภาคในทุกมิติ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมทั่วโลก
(3) การพัฒนา และจัดการโครงสร้างเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยไม่มีการผูกขาด แต่สามารถเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเป็นธรรมกับสังคม
(4) การบริหารจัดการเทคโนโลยีและทรัพยากรที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรือหมุนเวียนใช้ใหม่ได้ โดยสามารถลดความสูญเสียให้มากที่สุด บนมาตรฐานและมาตรการในการอยู่ร่วมกันของสังคมโลก
ทุกวันนี้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จึงยึดโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างแนบแน่น ภายใต้กฎระเบียบและกฎหมายสิ่งแวดล้อมทั้งระดับประเทศและระดับชาติ ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม ระบบการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในระบบการค้าโลก เป็นต้น
มาตรฐาน และข้อบังคับต่างๆ ด้าน “การพัฒนาที่ยั่งยืน” จึงแทรกซึมอยู่ในระบบการค้าโลกหลากหลายรูปแบบ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการผลิตและบริการในระบบเศรษฐกิจของทุกประเทศและสังคมโลกอย่างชัดเจน
ต่อแต่นี้ไป การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงไม่ใช่ “ของฟรี” อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ภาครัฐบาล ภาคเอกชน และภาคประชาคมโลก ต้องร่วมกันกำกับ ควบคุมดูแล และใช้อย่างระมัดระวังตามกติกา กฎบัตร กฎหมาย มาตรการ และมาตรฐานต่างๆ ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศที่จะส่งผ่านไปสู่กระบวนการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แน่ใจว่าการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของคนรุ่นปัจจุบันจะไม่มีผลกระทบต่อคนรุ่นอนาคต (คือ รุ่นเรามีหรือใช้อะไรได้ รุ่นลูกหลานก็มีและใช้สิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้เช่นกัน)
นี่คือ ข้อตกลงของสังคมโลกที่รับทราบกันในชื่อเรียกว่า “การพัฒนาที่ยั่งยืน” (Sustainable Development : SD)
เศรษฐกิจของโลกยุคใหม่จึงไม่ใช่เศรษฐกิจแบบ “กำไร - ขาดทุน” แบบเดิมๆ ที่เราคุ้นเคยกันอีกต่อไป ที่มุ่งแต่จะเอาเปรียบกลุ่มคนที่อ่อนแอกว่า ไม่ว่าจะด้านแรงงานราคาถูก การค้ามนุษย์ การปล่อยมลพิษที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
ว่าไปแล้ว การเคลื่อนไหวของขบวนการสิ่งแวดล้อมโลกนั้นมีมานานแล้ว แต่เริ่มจริงจังมากขึ้นหลังจากที่ท่านรองประธานาธิบดี Al Gore ของสหรัฐอเมริกา ได้ทำสารคดีเรื่อง “Inconvenient Truth” เผยแพร่จนโด่งดัง ซึ่งสามารถสร้างการรับรู้และความตระหนักถึงหายนะจากการไม่ใส่ใจดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมทั่วโลก ครับผม !