คอลัมน์ 'Growth and Sustainability' โดย 'วิฑูรย์ สิมะโชคดี'
ทุกวันนี้ โครงสร้างเศรษฐกิจยุคใหม่ที่ประชาคมโลกยอมรับนั้น เป็นเศรษฐกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งมีมาตรฐานการผลิต มาตรฐานสินค้า รวมถึงมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้เทคโนโลยีเข้าบริหารจัดการ เพื่อลดการใช้ทรัพยากร เพิ่มขีดความสามารถในระบบการผลิต ช่วยขจัดการงานที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม เป็นต้น
เราเริ่มเห็นผลกระทบจาก “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Change) ต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศไทยแล้ว โดยเห็นได้จาก “มาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุน” ของประเทศผู้นำเข้าสินค้าจากประเทศไทย (หากภาคธุกิจอุตสาหกรรมไทยมีการผลิตสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูง)
คือ สหภาพยุโรปกำลังนำมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามาพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Mechanism : CBAM) โดยกำหนดให้เก็บค่าใบรับรองคาร์บอนในสินค้าที่นำเข้ามาสหภาพยุโรป โดยประเมินจากส่วนต่างของปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสินค้ากับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่อนุญาตให้มีการปล่อยได้ในสินค้าแต่ละประเภท เพื่อเป็นค่าปรับในสินค้านำเข้าที่มีมาตรการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำกว่า
ระยะเริ่มแรกนี้ สหภาพยุโรปจะเริ่มบังคับใช้กับสินค้า 5 กลุ่มแรก ได้แก่ (1) เหล็กและเหล็กกล้า (2) ซีเมนต์ (3) กระแสไฟฟ้า (4) ปุ๋ย และ(5) อลูมิเนียม และมีแนวโน้มจะขยายไปสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆ อีก ได้แก่ เคมีภัณฑ์อินทรีย์ พลาสติก แก้ว เซรามิก ยิปซัม กระดาษ และโพลีเมอร์ โดย CBAM เริ่มมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2566
ดังนั้น หากภาคธุรกิจอุตสาหกรรมของไทยไม่ปรับตัวเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลกก็จะลดลง ซึ่งจะส่งผลทำให้รายได้จากการส่งออกลดลงและ GDP ของประเทศไทยลดลงด้วย
ส่วนภาคการเงินและตลาดทุนนักลงทุน ก็เริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน โดยผ่านแนวความคิดเรื่อง “ESG” (Environment, Social, & Governance) ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า ธุรกิจอุตสาหกรรมต้องเติบโตควบคู่ไปกับความรับผิดชอบใน 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) สิ่งแวดล้อม (2) สังคม และ(3) บรรษัทภิบาล ซึ่งเชื่อมโยงและเกื้อหนุนกันพร้อมกับช่วยสนับสนุนธุรกิจอุตสาหกรรมให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนด้วย
ดังนั้น หากภาคธุรกิจอุตสหกรรมไทยยังไม่ปรับตัวตามแนวความคิดเรื่อง “ESG” แล้ว นักลงทุนรายใหญ่ทั่วโลกอาจเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกจากประเทศไทยในอนาคต ซึ่งจะกระทบในเชิงลบต่อ GDP ในที่สุด
แม้ว่าการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการปรับตัวให้กับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ แต่ผลจากงานวิจัยในอดีตพบว่า หากได้รับการช่วยเหลือที่เพียงพอทั้งเงินทุนและองค์ความรู้พร้อมกฎหมายที่ยืดหยุ่นจากภาครัฐแล้ว การลงทุนเพื่อปรับตัวไปสู่การผลิตและบริโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยได้ในที่สุด
เศรษฐกิจยุคใหม่จึงเป็นเศรษฐกิจที่มีปฏิสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับฐานความรู้ นวัตกรรม เทคโนโลยี ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ World Economic Forum (WEF) ประกาศว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคของ “ Industry 4.0” ( ในขณะที่ประไทยเป็น “Thailand 4.0” ) ครับผม !