ลดคาร์บอน เพิ่มโอกาส! EXIM BANK หนุนธุรกิจไทยเข้าถึง Green Finance และเติบโตอย่างยั่งยืน

ลดคาร์บอน เพิ่มโอกาส! EXIM BANK หนุนธุรกิจไทยเข้าถึง Green Finance และเติบโตอย่างยั่งยืน
EXIM BANK ผนึกกำลังตลาดหลักทรัพย์ฯ - กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยกระดับข้อมูลคาร์บอนธุรกิจไทย

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินธุรกิจกำลังกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต เนื่องจากในระยะต่อไป บริษัทและประเทศต่าง ๆ ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์  (Net Zero Emissions) จะนำปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคู่ค้า หรือ ซัพพลายเออร์มาใช้เป็นปัจจัยชี้ขาดในการเลือกซื้อวัตถุดิบและบริการมากขึ้น

ซึ่งเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก ที่ธนาคารโลก (World Bank) คาดว่า ประชากรโลกราว 1,200 ล้านคนกำลังเผชิญความเสี่ยงร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ และโลกต้องการเงินทุน Climate Finance เพื่อแก้ไขปัญหาสูงถึง 7.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี มากกว่าเม็ดเงินที่มีอยู่จริงในระบบเพียง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีถึง 5 เท่า

ขณะที่ Thailand’s Climate Finance Strategy กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประเมินว่า ไทยมีความต้องการ Climate Finance เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Nationally Determined Contribution : NDC) ภายในปี 2573 อยู่ที่ราว 5-7 ล้านล้านบาท

เพื่อยกระดับให้ประเทศไทยมี Climate Finance เพียงพอและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินจำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างน้อย 4 ขั้นตอนอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุน ได้แก่

1. ผู้ประกอบการต้องตระหนักและทำความเข้าใจหลักเกณฑ์การวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรับรู้ระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจการ ตลอดจนหลักเกณฑ์ มาตรฐานในการรายงาน และการทวนสอบความถูกต้องของรายงาน

2. นำข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกิจการมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงการดำเนินงานของกิจการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดที่เหมาะสมและกรอบระยะเวลาในการบรรลุเป้าหมาย

3. สถาบันการเงินต้องเข้ามามีบทบาทในการให้สินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปลงทุนเพื่อปรับปรุงกิจการให้สามารถลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ลงได้

4. ผู้ประกอบการต้องติดตามการดำเนินแผนงาน เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และบรรลุเป้าหมายตามตัวชี้วัดที่กำหนด

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ที่องค์กรธุรกิจไทยกำลังเผชิญอยู่คือ การขาดเครื่องมือจัดการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างครบถ้วนและขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว โดยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเภทที่ 3 ที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ของภาคธุรกิจเป็นการดำเนินการที่ยากที่สุด เนื่องจากมีผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเภทที่ 1 (Scope 1) ได้แก่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางตรง (Direct Emissions) จากกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์กรโดยตรง เช่น ของเสียที่เกิดจากการดำเนินงาน การขนส่งและการกระจายสินค้า การเดินทางของพนักงาน การหุงต้มอาหารภายในองค์กร เป็นต้น ส่วนประเภทที่ 2 (Scope 2) ได้แก่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากการใช้พลังงาน อาทิ การซื้อพลังงานไฟฟ้า ความร้อน ความเย็น ไอน้ำมาใช้ในกิจการ ยานพาหนะที่ใช้ และประเภทที่ 3 (Scope 3) ได้แก่ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่อยู่ใน Supply Chain ทั้งหมด  

“ประเทศไทยตั้งเป้าหมายสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี 2608 ทำให้หลายหน่วยงานต้องเร่งทำงานเพื่อให้ทันกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดย EXIM BANK ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนแพลตฟอร์ม ‘SET Carbon’ ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือจัดการข้อมูลและคำนวณข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างมีประสิทธิภาพสำหรับองค์กรธุรกิจเป็นระบบกลางช่วยให้ธุรกิจไทยเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนได้สะดวกและคล่องตัวมากขึ้น” ดร.รักษ์ กล่าว 

EXIM BANK ภายใต้บทบาท Green Development Bank พร้อมเร่งเติม Climate Finance ในประเทศไทย ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Environmental, Social, and Governance : ESG) และรายงานข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และมาตรฐานสากล ยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับโครงการหรือกิจการที่มุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้นจากการดำเนินการดังกล่าว EXIM BANK พร้อมให้การสนับสนุนด้วยเงินทุนหมุนเวียน อัตราดอกเบี้ยพิเศษเริ่มต้นเพียง 1.99% ต่อปี ใน 3 เดือนแรก (อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยตลอด 3 ปี 4.99% ต่อปี)

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ปัจจุบันภาครัฐและนักลงทุนมีความต้องการข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2567 บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) รวมกว่า 840 บริษัท มีประมาณ 30% ที่สามารถเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้อย่างครบถ้วน ขณะที่ยังมีบริษัทจดทะเบียนอีกจำนวนมากที่ต้องการเครื่องมือช่วยจัดทำรายงานดังกล่าวให้รองรับกับกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้นและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนสีเขียว โดยเริ่มเปิดให้องค์กรธุรกิจใช้งานตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา เชื่อว่าระบบ SET Carbon จะเป็นประโยชน์สำหรับองค์กรธุรกิจ ช่วยสร้างโอกาสในการแข่งขันกับตลาดทุนทั่วโลก เนื่องจากปี 2569 สหภาพยุโรปจะมีการบังคับใช้มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ที่ส่งผลต่อภาคการส่งออก

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานระบบจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกสำหรับบริษัทจดทะเบียน และการวัดประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร สู่เป้าหมาย Net Zero Emissions และเตรียมความพร้อมสำหรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่จะบังคับใช้ในอนาคตอันใกล้นี้ ลดภาระในการรายงานข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของภาคเอกชน เป็นประโยชน์ทั้งในด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย และการพัฒนาโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในระยะยาว ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนากลไกสนับสนุนธุรกิจให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนได้ในตลาดโลก

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น สะท้อนจากภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายรุนแรงขึ้นและมีความถี่เพิ่มขึ้น โดยล่าสุด AccuWeather ได้ประเมินความเสียหายของเหตุการณ์ไฟป่าในนครลอสแอนเจลิสของสหรัฐฯ ไว้สูงถึง 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5 ล้านล้านบาท ขณะที่ธนาคารโลกคาดว่า มีประชากรโลกราว 1,200 ล้านคนที่กำลังเผชิญความเสี่ยงร้ายแรงจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยจึงร่วมกันตั้งเป้าหมายเพื่อหยุดยั้งและรับมือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ Climate Finance ของไทยมีอยู่ราว 416,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นพันธบัตร
สีเขียว (Green Bond) 140,000 ล้านบาท ซึ่งมีส่วนของ EXIM BANK อยู่ที่ 11,500 ล้านบาท ขณะที่สินเชื่อสีเขียว (Green Finance) มีอยู่ราว 276,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีส่วนของ EXIM BANK อยู่ที่ราว 76,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินดังกล่าวก็ยังอยู่ต่ำกว่าเป้าหมาย NDC อยู่ถึง 4.6-6.6 ล้านล้านบาท หรือราว 12-17 เท่า  

ดร.รักษ์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยความมุ่งมั่นเป็นมากกว่าธนาคาร EXIM BANK ยังได้ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกกระตุ้นให้ภาคธุรกิจขึ้นทะเบียนลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ผลักดันให้เกิดการซื้อขายคาร์บอนเครดิตขึ้นในประเทศไทย สนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการที่สนใจจะขยายธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนบนเวทีการค้าโลก สามารถปรึกษา EXIM Contact Centerโทร 0 2169 9999 

TAGS: #EXIMBANK #ตลาดหลักทรัพย์ #คาร์บอนธุรกิจไทย