ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกรกฎาคม เว็บไซต์ Fastmarkets รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2024 สำนักงานบริหารการกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีนได้ประกาศมาตรฐานแห่งชาติใหม่สำหรับเหล็กเส้นกลมธรรมดาและเหล็กเส้นเสริมแรง GB 1499.1-2024 และ GB 1499.2-2024
มาตรฐานดังกล่าวเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมจากมาตรฐานที่ประกาศใช้ในปี 2018 และจะนำไปปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2024
กฎระเบียบใหม่จะเปลี่ยนมาตรฐานจาก "มาตรฐานแนะ" นำเป็น "มาตรฐานบังคับ" นอกจากนี้ยังจะปรับมาตรฐานความคลาดเคลื่อน การหลอม คุณสมบัติ บรรจุภัณฑ์ และนำข้อกำหนดที่เข้มงวดยิ่งขึ้นเกี่ยวกับคุณภาพของเหล็กเส้นเสริมแรงมาใช้
ตัวอย่างเช่น ความคลาดเคลื่อนของเหล็กเส้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 6-12 มม. ในมาตรฐานปี 2024 อยู่ที่ 5.5% เมื่อเทียบกับ 6% ในมาตรฐานปี 2018 ความคลาดเคลื่อนของเหล็กเส้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 14-20 มม. อยู่ที่ 4.5% เมื่อเทียบกับ 5% ในมาตรฐานปี 2018 ส่วนเหล็กเส้นขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 22-50 มม. ความคลาดเคลื่อนจะอยู่ที่ 3.5% เมื่อเทียบกับ 4% ในมาตรฐานปี 2028
ในประเด็นนี้ Fastmarkets ได้สัมภาษณ์แหล่งข่าวหนึ่งที่ระบุว่า หลังจากมีการแก้ไขในปี 2018 โรงงานผลิตเหล็กเส้นขนาดใหญ่หลายแห่งได้ค่อยๆ ปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตเหล็กและเพิ่มโลหะผสมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพแล้ว แลการปรับมาตรการล่าสุดเป็นการทำให้มาตรฐานเข้มงวดขึ้น
อย่างไรก็ตาม Mysteel Global รายงานว่า การปรับมาตรฐานในครั้งนั้น ทำให้ผู้ผลิตและผู้ค้าเหล็กเส้นในจีนเริ่มขายเหล็กเส้นสำรองที่มีอยู่ออกไปไม่นานหลังจากมีการประกาศข้อกำหนดใหม่และหมุนเวียนในตลาดในช่วงปลายเดือนมิถุนายน โดยความตื่นตระหนกทางการตลาดแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยผู้ผลิตและผู้ค้าเหล็กเส้นทั่วประเทศพากันรีบลดราคาขายเพื่อดึงดูดผู้ซื้อและทำให้คลังสินค้าของตนว่างเปล่า
Mysteel Global ยังระบุว่าเมื่อย้อนกลับไปในเดือนพฤศจิกายน 2018 เมื่อมีการปรับขึ้นข้อกำหนดด้านคุณภาพเหล็กเส้นข้ออ้อยมีผลบังคับใช้ รวมทั้งปริมาณโลหะผสมและประสิทธิภาพ ผู้รับเหมาก่อสร้างบางรายปฏิเสธที่จะรับเหล็กเส้นข้ออ้อยที่ตรงตามมาตรฐานก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะเคยได้รับการยอมรับสินค้าเหล่านั้นเพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านั้นก็ตาม ดังนั้นโรงงานและผู้ค้าจึงเร่งรีบเคลียร์สต็อกสินค้าในครั้งนี้
แม้จะมีความลักลั่นระหว่างการประกาศมาตรการเพิ่มเกณฑ์คุณภาพจนทำให้ภาคธุรกิจหาทางออกด้วยการระบายสินค้า "คุณภาพต่ำ" แต่อุตสาหกรรมเหล็กก็น้อมรับคำสั่งจากรัฐบาลด้วยการเน้นที่คุณภาพเป็นสำคัญ
ในส่วนของสินค้าประเภทเหล็กและเหล็กกล้าอื่นๆ นั้นก็มุ่งเน้นคุณภาพเช่นเดียวกัน โดยสำนักข่าว Global Times รายงานเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2024 โดยอ้างรายงานของสมาคมเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศจีน (CISA) ในงานแถลงข่าวเกี่ยวกับรายงานการดำเนินงานอุตสาหกรรมไตรมาสแรกว่า "ภาคส่วนเหล็กกล้าของจีน ซึ่งเป็นเครื่องวัดสำคัญของเศรษฐกิจภายในประเทศ กำลังก้าวหน้าไปสู่การพัฒนาคุณภาพสูงด้วยการปรับปรุงโครงสร้างผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมที่สุด"
นอกจากนี้ยีงความพยายามต่างๆ เพื่อปรับปรุงความอัจฉริยะในการผลิตและการจัดการเหล็กภายในอุตสาหกรรม "ตามรายงานของ CISA บริษัทต่างๆ ที่ทำการสำรวจได้ลงทุนประมาณ 38.5 หยวนต่อตันของเหล็กในโครงการการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลและอัจฉริยะในปีนี้ ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากปีก่อนถึง 23.9%" Global Times ระบุ
จากการสำรวจพบว่าบริษัทในจีน 40% นำเทคโนโลยีจำลองภาพสามมิติมาใช้ในสายการผลิตหลัก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งการสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงและการอัพเกรดระบบดิจิทัลของอุตสาหกรรม ตามข้อมูลของ CISA
นอกจากนี้ บริษัทเหล็กในประเทศจีนยังดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญอีกประการหนึ่งของการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง
การติดตามพัฒนาการด้านคุณภาพของเหล็กจีนยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว เช่น ในเดือนธันวาคม 2024 สำนักข่าว China Daily รายงานว่า "บริษัทเหล็กของจีนหันมาใช้แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีคุณภาพสูงมากขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยความต้องการผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำจากอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างรวดเร็ว"
China Daily ยังชี้ว่า ความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอาจผลักดันความต้องการผลิตภัณฑ์เหล็กคุณภาพพรีเมียมด้วยเช่นกัน
กวนจื้อเจี๋ย รองหัวหน้าวิศวกรสถาบันวิจัยและวางแผนอุตสาหกรรมโลหะแห่งจีน กล่าว กล่าวว่า “เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของอุตสาหกรรมปลายน้ำ เช่น อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ อุปกรณ์ทางทะเล พลังงานใหม่ และยานยนต์ไฟฟ้า บริษัทเหล็กจำเป็นต้องเพิ่มอุปทานผลิตภัณฑ์ระดับไฮเอนด์ เร่งปรับปรุงเสถียรภาพและความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์”
ทีมข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - คนงานใช้เครนยกเหล็กเส้นในตลาดเหล็กแห่งหนึ่งในเมืองฟู่หยาง มณฑลอานฮุย ทางตะวันออกของจีน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2025 (ภาพโดย AFP) / CHINA OUT