สถานเอกอัครราชทูตเกาหลี ออกประกาศเตือนภัยฝนตกหนัก ล่าสุด พบยอดเสียชีวิต 35 ราย แรงงานหญิงไทย 1 ราย ครอบครัวสุดเศร้า วอนหน่วยงานรัฐช่วยเหลือหวังนำกลับมาบำเพ็ญกุศล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล / Royal Thai Embassy, Seoul
โพสต์ข้อความระบุว่า ประกาศแจ้งเตือนกรณีเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักและเกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ในสาธารณรัฐเกาหลีด้วยในปัจจุบัน และในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าอาจจะมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ในสาธารณรัฐเกาหลี เป็นเหตุให้มีอุทกภัยในหลายพื้นที่ ล่าสุด มียอดผู้เสียชีวิต 35 คน และผู้คนต้องอพยพออกจากที่พำนักกว่าพันคน (ล่าสุด พบว่า มีหญิงไทยเสียชีวิต 1 ราย เนื่องจากน้ำป่าไหลหลากที่บ้านพักในจังหวัดคยองซังเหนือ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซลได้ติดต่อกับสามีชาวไทยที่พำนักอยู่ด้วยกันในสาธารณรัฐเกาหลี รวมทั้งนายจ้างและตำรวจชาวเกาหลีใต้ เพื่อเตรียมการเรื่องการจัดการศพแล้ว)
สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ขอแจ้งเตือนให้คนไทยในสาธารณรัฐเกาหลี ระมัดระวังตัวจากเหตุการณ์ดินถล่ม น้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ให้มากขึ้นในระยะนี้ ทั้งนี้ หากคนไทยประสงค์ขอรับความช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สามารถติดต่อมาที่เบอร์ฉุกเฉินของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ที่เบอร์ +8210-6747-0095 และ
+8210-3099-2955
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าหญิงสาวคนดังกล่าวเป็นแรงงานไทยที่ไปทำงานที่เกาหลีใต้ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านหนองแคทราย หมู่ที่ 8 ต.ลำเพียก อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ทราบชื่อผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้คือ น.ส.พชรมน รัตน์กระโทก อายุ 33 ปี เดินทางไปทำงานเป็นคนสวนและโกดังผลิตน้ำผลไม้เพื่อทำไวน์ให้กับนายทุนคนหนึ่งที่เมืองมุคย็องชี กับสามีคือนายสุพิชา สู่กระโทก อายุ 33 ปี ไปกันนานกว่า 4 ปีแล้ว โดยถูกกระแสน้ำป่าพัดจนเสียชีวิตและทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถเก็บกู้ร่างกลับคืนมาได้แล้ว ขณะที่นายสุพิชา สามี ก็ได้ยืนยันตัวตนศพเป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นเดียวกัน ตอนนี้อยู่ระหว่างการประสานงานตามระเบียบขั้นตอนของทางประเทศเกาหลีใต้ เพื่อที่จะดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
ทางด้าน น.ส.มินตรา อายุ 25 ปี น้องสาวผู้เสียชีวิต เล่าว่า เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 15 กรกฎาคม มีข้อความทางเฟซบุ๊กจากคนที่ไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้แจ้งเข้ามาให้รีบติดต่อกลับด่วน เมื่อติดต่อกลับไปปลายทางก็เป็นเสียของพี่เขยคือนายสุพิชาบอกว่าตอนนี้พี่สาวเสียชีวิตแล้วจากเหตุน้ำป่าไหลหลากพัดเอาพี่สาวเข้าไปในโกดังเก็บของ แม้ว่าจะพยายามหาทางช่วยเหลือจนสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ไม่สามารถช่วยชีวิตเอาไว้ได้
น.ส.มินตรากล่าวอีกว่า พี่สาวและพี่เขยไม่ได้เดินทางไปทำงานตามระบบ แต่อาศัยวีซ่านักท่องเที่ยวเข้าไปทำงาน ดังนั้น เมื่อมีการแจ้งความผู้เสียชีวิตแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะต้องทำเรื่องไปยังสถานทูตเพื่อให้พิจารณาขั้นตอนการดำเนินการตามระเบียบต่อไป อยากวิงวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือใครก็ตามที่พอจะช่วยเหลือได้ให้ช่วยดำเนินการนำพี่สาวและพี่เขยกลับบ้านให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อพาพี่สาวกลับมาบำเพ็ญกุศลตามพิธีกรรมทางศาสนาเป็นครั้งสุดท้าย
ด้าน นางสมพงษ์ อายุ 51 ปี มารดาของ น.ส.พชรมนกล่าว ลูกไปอยู่