"แบนเที่ยวเกาหลี" นี่คือ 3 เหตุผลว่าทำไมไม่ควรไปเกาหลีใต้จนกว่าทุกอย่างจะชัด

ทำไม"แบนเที่ยวเกาหลี" 3 เหตุผลที่ต้องทำแบบนั้น ไม่ควรไปเกาหลีใต้จนกว่ามาตรการจะชัด

เรื่องมันเกิดขึ้นมาจากคนไทยจำนวนหนึ่งแบ่งปันประสบการณ์การไปเยือนเกาหลีใต้แล้วถูกปฏิเสธจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองไม่ให้เข้าประเทศ หรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เหมาะสมจากเจ้าหน้าที่ ทั้งๆ ที่คนไทยเหล่านั้นไม่ได้มีเจตนาหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย แต่กลับถูกกีดโดยไม่เป็นธรรม ทำให้เกิดกระแสแฮชแท็ก #แบนเที่ยวเกาหลี ในโซเชียลมีเดีย 

นี่คือเหตุผลที่คนไทยยังไม่ควรไปเกาหลีใต้ จนกว่าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ไม่อย่างนั้นคนไทยทุกคนก็จะเสี่ยงกับการถูกส่งตัวกลับประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย 

1. ผีน้อยมากแค่ไหน คนไทยยิ่งเข้ายากแค่นั้น 
ตราบใดที่คนไทยจำนวนมากยังเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย หรือที่เรียวกพวก "ผีน้อย" ตราบนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเกาหลีใต้ก็ต้องเข้มงวดกวดขันมากขึ้น ยิ่งในปีนี้ทางการเกาหลีใต้มีปฏิบัติการกวาดล้างคนเข้าเมืองผิดกฎหมายอย่างหนัก ดังนั้น คนไทยซึ่งเป็นกลุ่มที่เข้าเมืองผิดกฎหมายมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง จึงถูกจับตามาเป็นพิเศษ ซึ่งความพยายามของผีน้อยไทยนั้นเป็นยอดจริงๆ เพราะเกาหลีใต้พยายามคัดกรองด้วยระบบ (K-ETA ดูคำอธิบายด้านล่าง) แต่ยังมีที่หนึ่งที่ไม่ต้องใช้ K-ETA คือเกาะเชจู ทำให้เกาะเชจูเป็นที่ที่ผีน้อยไทยมาลงเครื่องเยอะเป็นพิเศษ 

  • นักท่องเที่ยวชาวไทยประมาณ 20% ที่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองบนเกาะเชจูหายตัวไปที่อื่น จากนักท่องเที่ยวชาวไทย 280 คนที่ผ่าน ตม. และออกจากสนามบินเชจูในช่วง 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 6 สิงหาคม 2565 มี 55 คน เบี่ยงเบนไปจากแผนการเดินทางที่แจ้งไว้ และหายตัวไป    
  • ในปี 2565 จำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายจากประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่ 411,270 คน เทียบกับ 355,126 คนในปี 2561 
  • สถิติ ณ เดือนมิถุนายน 2562 มีคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย 388,700 คน เป็นคนไทย 142,677 คน คิดเป็น 38.3% ของพวกที่เข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งหมด และยังคิดเป็น 69.9% ของพวกที่พำนักผิดกฎหมาย

2. คนไทยถูกจับตา เพราะขึ้นชื่อเรื่องยาเสพติด
คนไทยถูกจับในข้อหายากเสพติดมากที่สุดในเกาหลี เฉพาะในปีนี้มีข่าวอย่างต่อเนื่อง เรื่องคนไทยถูกจับที่เกาหลีใต้เพราะลักลอบนำเข้ายาเสพติด ยังไม่ต้องพูดถึงสถิติปีก่อนๆ ที่ค่อนข้างถี่และหนักเช่นกัน เช่น ตุลาคม 2565 ตำรวจเกาหลีใต้จับกุมผู้อพยพชาวไทยผิดกฎหมาย 9 คนในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดมูลค่า 1 หมื่นล้านวอน (7.05 ล้านดอลลาร์) เข้าเกาหลีและขายในชุมชนชาวไทยที่นั่น และยังไม่นับเรื่องที่เกาหลีใต้จับตาเรื่องการเปิดเสรีกัญชาในไทย เพราะกัญชายังเป็นสิ่งเสพติดในเกาหลีใต้ 

  • ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2566 มีชาวต่างชาติ 715 คนถูกตั้งข้อหาความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในปีนี้
  • 60% ของผู้กระทำผิดยาเสพติด หรือเกือบ 6 ใน 10 ของผู้กระทำผิดยาเสพติดจากต่างประเทศ อาศัยอยู่ในเกาหลีอย่างผิดกฎหมาย
  • ในบรรดาผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดจากต่างประเทศผิดกฎหมาย 3,400 ราย ซึ่งถูกจับกุมระหว่างปี 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม ปี 2566 มีผู้ต้องสงสัย 2,543 ราย หรือ 74.8% เป็นชาวไทย

3. อย่าไปจนกว่าเกาหลีและไทยจะตกลงเรื่องวีซ่า
ปัญหาจากข้อแรก (ผีน้อย) และข้อสอง (ยาเสพติด) มีสาเหตุมาจากการปล่อยให้คนไทยเข้าประเทศเกาหลีใต้อย่างอิสระเสรีมากเกินไป เพราะเกาหลีใต้ไม่ได้กำหนดให้คนไทยจะต้องทำวีซ่าเข้าประเทศ แต่ความใจกว้างเรื่องนี้นำไปสู่ความใจแคบของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเกาหลีใต้เพราะสถานการณ์บีบบังคับ เมื่อไม่ต้องมีวีซ่า คนประเภทต่างๆ ทั้งที่มีเจตนาดีและไม่ดี ต่างก็ต้องผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองมาตรฐานเดียวกัน ผลก็คือ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทำงานแบบ "มั่วไปหมด" และเสี่ยงที่จะใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อคัดคนเข้าประเทศ

  • การใช้อำนาจตามอำเภอใจของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง แล้วกระทำต่อคนไทยอย่างไร้มารยาทและบางกรณีไร้มนุษยธรรมไม่เพียงแต่ทำให้คนไทยไม่พอใจเท่านั้น แต่ยังมีคนเกาหลีไม่พอใจอย่างมากด้วย 
  • คนเกาหลีใต้บางคนนี้ชี้ว่าการที่เจ้าหน้าที่แยกคนไทยไปสอบสวนและตรวจค้น เป็นสิ่งที่ไร้มนุษยธรรม และไม่น่าเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ประเทศอารยะเขาทำกัน คนเกาหลีใต้บางคนจึงเสนอให้ฝ่ายไทยและเกาหลีใต้ตกลงมาตรการใหม่กัน
  • มาตรการนั้น คือ การกำหนดวีซ่าให้กับคนไทยที่จะเข้าเกาหลีใต้ หรืออาจจะมีการวางมาตรการที่ชัดเจนเพื่อคัดกรองคนไทยที่เดินทางมายังเกาหลี และต้องประสานงานระหว่างกระทรวงยุติธรรม (ตม.) และกระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้มากกว่านี้ เพราะสองฝ่ายมีเนื้องานต่างกัน แต่ส่งผลต่อความความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเหมือนกัน

นี่คือ 3 เหตุผลในทางเทคนิค บางคนอาจจะมีเหตุผลอื่นที่ไม่อนากจะไปเกาหลีใต้อีก  เช่น บางคนเชื่อว่าทัศนะคติระแวงคนต่างชาติในเกาหลีใต้ค่อนข้างสูง หรือบางคนเชื่อว่าคนเกาหลีใต้บางคนมีทัศนะเหยียดเชื้อชาติ แต่เหตุผลเหล่านี้ไม่มีสถิติมายืนยัน และในทุกสังคมย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี 

แต่สิ่งที่แก้ไขได้ง่ายกว่า คือทั้งรัฐบาลไทยและเกาหลีใต้จะต้องวางมาตรการคัดกรองคนไทยไปเกาหลีให้ชัดได้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้ทุกคนทั้งที่ต้องการไปเที่ยวเพราะใจรักและคนที่ใจต้องการหนีเข้าเมืองได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน การกำหนดมาตรการอาจจะมีทั้งการขอเอกสารระบุสถานะการเงิน จดหมายรับรองจากที่ทำงาน เอกสารการจองโรงแรมที่น่าเชื่อถือ ฯลฯ 

สรุป: ต้องให้เข้มงวดกว่านี้ ไม่งั้นสองชาติจะขัดแย้ง
ปัจจุบันเกาหลีใต้พยายามคีดกรองด้วยมาตรการ K-ETA หรือ  Korea Electronic Travel Authorization ซึ่งเป็นระบบขออนุญาตเดินทางเข้าประเทศเกาหลีสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ต้องขอวีซ่า แต่ระบบนี้ขอเอกสารเพิ่มเติมที่ไม่สลักสำคัญอะไรเลย คือ หนังสือเดินทาง รูปถ่าย เอกสารการจองที่พักล่วงหน้า ทั้งสามอย่างนี้ไม่ได้รับประกันอะไรเลยว่า ผู้เข้าเมืองจะทำตัวเป็นผีน้อย ตัวอย่างคือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทรี่เกาะเชจู ซึ่งไม่ต้องใช้ K-ETA แต่ปรากฎว่า ตม. ก็ยังพิจารณา "ตามใจฉัน" อยู่ดี 

  • ตั้งแต่วันที่ 2 ถึง 9 สิงหาคม 2565 มีคนไทย 1,228 คนขึ้นเครื่องที่สนามบินเชจู โดย 736 คนถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเนื่องจาก 'ไม่ทราบจุดประสงค์ในการพักอาศัย' 
  • ประมาณครึ่งหนึ่งของคนเหล่านี้ได้สมัครเพื่อเข้าประเทศกับ K-ETA แล้ว แต่ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้า และต้องกลับมาในเที่ยวบินเดียวกันในวันถัดไป

ดังนั้น จึงมีทางแก้อยู่สองทางคือ K-ETA จะต้องขอเอกสารที่มากกว่านี้ หรือไม่ก็ยกเลิกวีซ่าฟรีกับไทยไปเลย การยกเลิกการเข้าเมืองโดยไม่มีวีซ่าจะไม่ทำให้เกิดความเสียหน้าทางการทูตต่อไทย แต่หากยังปล่อยให้คนไทยถูฏปฏิบัติอย่างเลวร้ายต่อไป จะทำให้ภาพลักษณ์ของทั้งเกาหลีใต้และไทยในสายตาของประชาชนแต่ละประเทศ จะยิ่งเลวร้ายลง

ดังนั้น ถ้ายังแก้ปัญหาผีน้อยไม่ได้ ควบคุมการนำเข้ายาเสพติดจากไทยไม่ได้ และยังไม่มีมาตรการวีซ่า คนไทยที่ไปเกาหลีใต้ก็ควรทำใจเสียแต่เนิ่นๆ ว่าอาจถูกส่งกลับตัวทั้งๆ ไม่ได้ทำอะไรผิด  

Photo by Anthony WALLACE / AFP

TAGS: #แบนเที่ยวเกาหลี #เกาหลีใต้ #ผีน้อย